“กรมการจัดหางาน” เปิดรับสมัครแรงงานไทยทำงานมาเก๊า รายได้ 50,000 ต่อเดือน ใครสนใจเตรียมตัวเลย

วันนี้เรามีข่าวดี มาฝาก!! สำหรับใครที่มีความฝันอยากทำงานต่างประเทศ และกำลังมองหางานต่างประเทศ รายได้ดี เตรียมตัวให้พร้อมเลย

ล่าสุดกรมการจัดหางาน รับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานกับบริษัท Sands China Limited มาเก๊า ซึ่งบริษัทดังกล่าวนั้น ทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรมและคาสิโน จำนวน 75 อัตรา รายได้กว่า 48,000 บาทต่อเดือน รับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 16 ม.ค.62

นางเพชรรัตน์ สินอวย อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานเปิดรับสมัครพนักงานเพื่อไปทำงานที่มาเก๊ากับบริษัท Sands China Limited ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรมและคาสิโน จำนวน 5 ตำแหน่ง จำนวน 75 อัตรา ดังนี้

1. Sever/Bartender (พนักงานเสิร์ฟ/(บาร์เทนเดอร์) จำนวน 40 อัตรา ค่าจ้างเดือนละ 11,500 เหรียญมาเก๊า (MOP) หรือประมาณ 46,537 บาท

2. Receptionist (พนักงานต้อนรับ) จำนวน 10 อัตรา ค่าจ้างเดือนละ 12,000 เหรียญมาเก๊า (MOP) หรือประมาณ 48,560 บาท คุณสมบัติ มีอายุระหว่าง 21-35 ปี

3. Housekeeping Attendant (พนักงานทำความสะอาดห้องพัก) จำนวน 10 อัตรา ค่าจ้างเดือนละ 11,000 เหรียญมาเก๊า (MOP) หรือประมาณ 44,513 บาท

4. Public Area Attendant (พนักงานทำความสะอาดพื้นที่ทั่วไป) จำนวน 10 อัตรา ค่าจ้างเดือนละ 10,700 เหรียญมาเก๊า (MOP) หรือประมาณ 43,300 บาท

5. Spa Therapist (พนักงานนวดสปา) จำนวน 5 อัตรา ค่าจ้างเดือนละ 12,000 เหรียญมาเก๊า (MOP) หรือประมาณ 48,560 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2561) คุณสมบัติ มีอายุระหว่าง 21-35 ปี จบการศึกษาอนุปริญญาขึ้นไป ความสามารถภาษาอังกฤษระดับดี สามารถสื่อสารภาษาจีนกลางได้ หากมีความรู้ภาษาอื่นๆ จะพิจารณาเป็นพิเศษ

และสำหรับตำแหน่งพนักงานนวดสปา คุณสมบัติ มีอายุระหว่าง 21-40 ปี มีประกาศนียบัตรหลักสูตรเกี่ยวกับการนวดมากกว่า 300 ชั่วโมงขึ้นไป และสามารถนวดสปาโดยใช้เทคนิคต่างๆ ได้หลากหลาย เช่น Swedish massage, Body Scrub/Wax, Face/head/Foot massage เป็นต้น และมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ SPA Software System จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

โดย นายจ้างรับผิดชอบค่าตั๋วเครื่องบินจากประเทศไทยไปยังมาเก๊าเพื่อรายงานตัวไปทำงาน และทำงาน 6 วัน ต่อสัปดาห์ วันละ 8 ชั่วโมง และมาเก๊ามายังประเทศไทยเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง พร้อมจัดหาที่พักชั่วคราวและจัดอาหารให้ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งสวัสดิการอื่นๆ ตามกฎหมายแรงงานมาเก๊า

นางเพชรรัตน์กล่าว “การรับสมัครในครั้งนี้เป็นการดำเนินการเพื่อจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยรัฐจัดส่ง โดยจะคัดเลือกด้วยการสอบสัมภาษณ์ นายจ้างจะเดินทางมาสัมภาษณ์ด้วยตนเองหรือสัมภาษณ์แบบออนไลน์ผ่านโปรแกรม Skype คนหางานไม่ต้องเสียค่าสมัครหรือบริการใดๆ ทั้งสิ้น

ผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้ไปทำงานจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ได้แก่ ค่ารูปถ่าย ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) ค่าตรวจสุขภาพ ค่าตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ค่าสมาชิกกองทุนช่วยเหลือคนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศ รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 7,000 บาท ดังนั้นจึงอย่าหลงเชื่อผู้แอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้ไปทำงานได้ เพราะอาจถูกหลอกเสียเงินฟรี”

ผู้สนใจยื่นใบสมัครด้วยตนเองได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน อาคารสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 ชั้น 10 ภายในบริเวณกระทรวงแรงงาน ถ.มิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพฯ หรือทาง

โดยสแกนส่งเป็นเอกสารสี ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 16 มกราคม 2562 สอบถามได้ที่ โทร.0-2245-1034 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

แหล่งที่มา: กรมการจัดหางาน

มุมมองความรัก “เขาเป็นเหมือนอากาศที่เราขาดไม่ได้” รักอบอุ่น ของผู้ชายที่ชื่อก้อง สหรัถ

ท่ามกลางข่าวรักๆ เลิกๆ ของคนในวงการ แต่งงานไม่ทันไรก็แยกทางร้างลา ความรักของ “ผู้ชายอบอุ่น” ศิลปินมาดสุขุมนายนี้กลับเดินสวนทาง แทบไม่มีข่าวใดๆ เล็ดลอดออกมาตลอด 20 กว่าปีบนเส้นทางสายดนตรี จะมีก็เพียงข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ว่าคบหาดูใจสาวนอกวงการเป็นเวลานานแล้ว

กระทั่งภาพใบหน้าของเธอหลุดออกมาจากทริปเที่ยวญี่ปุ่นร่วมกับครอบครัวฝ่ายชาย จนกลายเป็นกระแสแชร์สนั่นจากสาวๆ ที่หัวใจสลายแต่ก็อดยิ้มตามไม่ได้ เมื่อได้เห็นความเป็นสุภาพบุรุษอีกครั้งหนึ่งจากผู้ชายคนนี้ ที่ออกมายิ้มรับพร้อมเปิดใจอธิบายคำว่า “แฟน” ผ่านมุมมองของคนโลกส่วนตัวสูงแบบไม่จำเป็นต้องปิดบัง

“รัก Low Profile” คบกันได้ ความรักสมบูรณ์

“คนนี้คบหากันมา 20 ปีกว่าๆ แล้วครับ มองอนาคตยังไงเหรอ (หัวเราะแก้เขิน) มันเลยมาทุกอย่างแล้ว เพราะ 20 ปีแล้ว ตอนนี้ก็เป็นคู่คิด เป็นแฟน เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นคู่ปรึกษา เป็นคู่อริ (ยิ้มนิดๆ) โอ๊ย… เป็นทุกอย่าง มันเลยมาทุกอย่างแล้ว เลยตอนแต่งงาน เลยตอน 7 ปีจะเลิก-ไม่เลิก เลยมาหมดแล้วจริงๆ”

ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา ศิลปินหนุ่มมาดนุ่มพูดถึงคนรักด้วยน้ำเสียงเย็นๆ ท่าทีสบายๆ บอกชัดเจนเลยว่าภาพทริปท่องเที่ยวครั้งล่าสุดที่หลายๆ คนเรียกติดปากว่า “ภาพหลุด” นั้น ถ้ามองในมุมมองของเขา มันไม่น่าจะถูกเรียกแบบนั้นเสียด้วยซ้ำ เพราะถึงแม้ก้องจะไม่ค่อยพูดถึงรายละเอียดเรื่องความรักมากนักตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แต่ก็ถือว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะพยายามปิดบังอะไร พอๆ กับที่ไม่ได้พยายามจะเปิดตัวแฟนสาวอย่างเป็นทางการให้ใครต่อใครได้รับรู้เช่นกัน

“มันไม่ใช่ทริปเปิดตัวแฟนหรอกครับ (หัวเราะเบาๆ) ก็ไปเที่ยวด้วยกัน ผมไม่ได้เปิด แต่ก็ไม่เคยปิดบังนะ ใครๆ ก็เห็นกันอยู่ประจำๆ นะ ก็ไม่น่าจะฮือฮาอะไร คงเป็นเพราะเขาตัดผมใหม่ด้วยแหละครับ เพราะเมื่อก่อนไว้ผมยาว ตอนนี้ตัดผมสั้นก็เลยอาจจะดูแปลกหน้าแปลกตาไป แต่เขาจะไว้ทรงอะไรก็ตามใจเขาครับ เราก็ชอบทุกทรง (ยิ้ม)”

ทริป 7 วันท่องแดนซากุระครั้งที่ผ่านมา คือทริปที่ก้องตั้งใจจัดขึ้นมาเพื่อพาคุณแม่ไปผ่อนคลาย โดยมีคุณเก๋ (แฟนสาว), คุณแม่, น้องชาย และเพื่อนผู้เชี่ยวชาญเส้นทางสายญี่ปุ่นอีกหนึ่งคนเป็นสมาชิกร่วมทริป จากปกติแล้ว เก๋และก้องมักจะมีทริปปั่นจักรยานท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ ด้วยกันเรื่อยๆ อยู่แล้วถ้าเวลาว่างตรงกัน บอกเลยว่านี่แหละคือคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้ “คู่เซอร์” คู่นี้อยู่ด้วยกันยืดมาจนถึงทุกวันนี้

“ถ้ามีเวลาว่าง เราก็จะไปเที่ยวอุทยาน กางเต็นท์นอน เที่ยวป่าเที่ยวเขา เขาเป็นสไตล์เดียวกับผมที่ไม่ใช่เด็กหรู หรือต้องพักโรงแรม 5 ดาวตลอด เราเลยไปด้วยกันได้ นอกนั้นเรายังมีเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เวลาผมไปปั่นจักรยาน เขาก็จะไปปั่นกับผมด้วย เชื่อไหมว่าเขาขี่หนักกว่าผม ขี่ไกลกว่าผมอีก ขนาดปั่นเป็น 100 กม. เขายังไม่เหนื่อยเลย (พูดไปยิ้มไป)

เขาก็เป็นคนสบายๆ ง่ายๆ น่ะครับ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ผมก็เป็นคนค่อนข้างเรียบง่าย เพราะถ้าเยอะเกินไปก็ลำบาก เป็นคน Low Profile ด้วยกันทั้งคู่มันก็จะโอเค และเขาก็เข้าใจว่าช่วงไหนเรางานหนักหรืองานน้อย ผมว่าความเข้าใจเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเลย ความรักเป็นจุดเริ่มต้น แต่หลังจากนั้นจะกลายเป็นความเข้าใจ ผมเชื่อว่าความรักที่ดีต้องมีความเข้าใจมาควบคู่เสมอ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันว่าฉันรักเธอ มันทำให้เป็นความรักที่ไม่สมบูรณ์ คนเราควรจะมีความเข้าใจมากำกับ มันถึงจะเป็นความรักที่สมบูรณ์”

“เสมอต้นเสมอปลาย” และ “รู้จักคิดเพื่อคนอื่น” คือสิ่งที่ก้องสัมผัสได้ตลอดระยะเวลาที่ได้รู้จักกับเก๋ เปิดใจแบบหมดเปลือกเลยว่านี่แหละคือเสน่ห์ของผู้หญิงแบบที่ผู้ชายเจ้าเสน่ห์อย่างเขายอม “หยุด” ตั้งแต่วันที่คบกันมาจนถึงวันนี้

“เราคบกันตั้งแต่ผมยังไม่มีอะไร ยังนั่งรถเมล์ มาจนถึงตอนนี้ที่จะซื้อรถกี่คันก็ได้ แต่เขาก็ยังเหมือนเดิม ไม่เคยอยากได้อะไรที่ฟุ้งเฟ้อ นานๆ ทีผมซื้ออะไรที่หรูหราให้เขาไป เขาก็จะมองว่ามันแพง สิ้นเปลือง ผมเลยมองว่าเขาไม่ได้ตื่นในความมี ไม่ได้ฟุ้งเฟ้อ นอกนั้นผมยังประทับใจที่เขาคิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว เช่น เป็นคนประหยัดน้ำประหยัดไฟ ไม่ใช่ว่าไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟ แต่เขาคิดว่ามันเป็นของทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนใช้ทรัพยากรร่วมกัน โลกนี้ไม่ใช่ของเราคนเดียว เราไม่มีสิทธิ์เสพทุกอย่างเต็มที่ เราควรเสพให้พอเพียงแค่ตัวเรา

ไม่ใช่คิดว่าเรามีเงิน จะใช้อะไรก็ได้ และเขายังสอนผมให้เป็นคนประหยัด อดออม และไม่ฟุ้งเฟ้อด้วยซ้ำ ผมเลยประทับใจที่เขาเป็นคนแบบนี้แหละ (ยิ้ม) ผมโชคดีที่เจอคนที่เข้าใจในตัวผมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นอาชีพที่ผมทำ นิสัยใจคอ หรือแม้แต่อารมณ์ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงของผม

ผมทำงานในวงการอยู่กับคนสวยๆ เยอะ เพราะนางเอกที่ผมแสดงหนังแสดงละครทุกคนล้วนแต่สวยระดับประเทศด้วยกันทั้งนั้น มีหลายคนมองว่าผมน่าจะได้คบกับคนในวงการเดียวกันมากกว่า แต่ผมกลับคิดว่า ถ้าเราเลือกใครเพราะความสวยคงไม่ใช่ เพราะความสวยมีวันหมดอายุ แต่ความสวยจากภายในจิตใจไม่มีวันหมดอายุ และเป็นความสวยที่ยั่งยืน แล้วถ้าเราเจอใครที่สวยจากข้างในและสามารถเป็นเพื่อนคู่คิดของเราได้ มีรสนิยมในการดำเนินชีวิตที่คล้ายๆ กัน เราต้องรีบเก็บไว้เลยเพราะหาไม่ได้ง่ายๆ ผมโชคดีที่มาเจอคนที่เข้าใจในตัวผมทุกด้าน

ถามว่าผมเคยหวั่นไหวบ้างไหมที่ทำงานอยู่กับผู้หญิงสวยๆ ถ้าตอบว่าไม่เคยก็คงจะเป็นการโกหก ประสบการณ์วอกแวกออกนอกลู่นอกทางของผมมีบ้าง แต่เป็นการขับรถตกข้างทางที่กว่าจะเอารถขึ้นมาขับบนทางปกติได้ก็เล่นเอาผมเหนื่อย เพราะตอนตกลงไปในดงกุหลาบ มันหอมและสวยแป๊บเดียว อย่าลืมว่าหนามกุหลาบมันแหลม เมื่อเราไปโดนเข้าก็ทำให้ถึงกับเลือดออกได้ ทางที่ดี อย่าไปหวั่นไหวหรือวอกแวกจะดีกว่า

มีครั้งหนึ่งผมต้องไปถ่ายละครพริกขี้หนูกับหมูแฮมที่อเมริกาเดือนกว่า ตอนนั้นเป็นการออกจากเมืองไทยที่นานที่สุดในชีวิต ในระหว่างที่ผมนั่งอยู่บนเครื่องบิน 22 ชั่วโมง ผมไม่หลับเลย เพราะกำลังครุ่นคิดด้วยความตื่นเต้นว่า นี่ผมจะไม่ได้อยู่ประเทศไทยอีกเป็นเดือน ผมต้องห่างกับแฟนผมนานขนาดนี้ และนี่เป็นครั้งแรกที่เราสองคนห่างกันนานที่สุดตั้งแต่คบกัน ผมรู้สึกใจหายและคิดถึงเขาขึ้นมาจับใจ และไหนจะคิดว่าไม่มีเขาตั้งเดือน ผมจะอยู่ยังไง จะรู้สึกยังไง จะเหงาไหม การห่างกับแฟนผมครั้งนั้นทำให้ผมทั้งคิดถึงและเห็นคุณค่าของเขาขึ้นมาจับใจทันที

ถ้าไม่ห่างกันครั้งนั้น ผมก็คงยังไม่รู้ตัวว่าการจากใครสักคนที่เรารักเป็นเวลานานๆ มันทำให้เราตระหนักได้ว่า การมีใครสักคนอยู่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จนเขาเป็นเหมือนอากาศที่เราหายใจเข้าไปทุกวัน ทำให้เราไม่เห็นความสำคัญของเขาเท่าที่ควร แต่เมื่อวันหนึ่งเราขาดอากาศที่เคยหายใจ เราก็ไม่สามารถอยู่ได้ เราถึงได้เรียกร้องหาให้กลับมา ใครสักคนที่เรารักก็มักจะเป็นอย่างนั้น เราไม่เคยขอบคุณที่เรามีเขาอยู่เคียงข้าง เหมือนเราไม่เคยขอบคุณอากาศที่ทำให้เราได้หายใจในทุกๆ วัน”

เครดิต Manager Online

“ธนาคารเวลา” เรื่องสั้นที่จะทำให้คุณคิดได้

บทความนี้ เมื่อท่านอ่านจบ ให้ถามตัวเองว่า
” สิ่งไหนที่สำคัญ สิ่งนั้นทำแล้วหรือยัง ? “
” คนไหนที่เรารัก ทำดีกับเค้าแล้วหรือยัง ? “

ลองจินตนาการว่ามีธนาคารแห่งหนึ่งเข้าบัญชีให้คุณทุกเช้า เป็นเงิน 86,400 บาท ไม่มีการยกยอดคงเหลือไปวันรุ่งขึ้น
ทุกตอนเย็นจะลบยอดคงเหลือทั้งหมดที่คุณไม่ได้ใช้ระหว่างวัน
คุณจะทำอย่างไร? แน่นอนที่สุดคุณต้องถอนมาใช้ทุกบาททุกสตางค์ ใช่ไหม!!!

เราทุกคนมีธนาคารอย่างนั้นเหมือนกัน ธนาคารแห่งนี้ชื่อว่า “เวลา” มันเข้าบัญชีให้คุณ 86,400 วินาที
ทุกคืนมันจะถูกล้างบัญชีถือว่าขาดทุนตามจำนวนที่คุณพลาดโอกาสที่จะลงทุนในสิ่งดีๆ มันไม่สะสมยอดคงเหลือ
ไม่ให้เบิกเกินบัญชี ในแต่ละวันจะเปิดบัญชีใหม่ให้คุณ ทุกค่ำคืนจะลบยอดคงเหลือของทั้งวันออกหมด

ถ้าคุณเสียโอกาสที่จะใช้ประโยชน์ในระหว่างวัน ผลขาดทุนเป็นของคุณ ไม่สามารถถอยหลังกลับไปได้
ไม่มีการถอนของ “วันพรุ่งนี้” มาใช้ได้ คุณต้องมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันด้วยยอดเงินฝากของวันนี้
ให้ลงทุนจากเงินฝากเหล่านี้เพื่อได้ผลตอบแทนมาสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อสุขภาพ ความสุข และความสำเร็จ!

นาฬิกากำลังเดิน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
ทำทุกขณะที่คุณมีให้มีคุณค่า! และจำไว้เสมอว่าเวลาไม่คอยใครแม้สักคนเดียว เมื่อวานเป็นอดีต
พรุ่งนี้ยังยากที่จะอธิบาย วันนี้เป็นของขวัญ เราจึงเรียกว่า “Present

Credit : http://www.kwamru.com/

เมื่อการเรียนลูกมีปัญหา อย่าละเลยไม่สนใจ แก้ให้ถูกทางก่อนทุกอย่างเลยเถิด!!

คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักอยากให้ลูกเรียนดี หวังจะเห็นลูกน้อยประสบความสำเร็จทั้งด้านการเรียนและการงานในอนาคต หรืออย่างน้อยก็สามารถเอาตัวรอดได้ในสังคม จึงพบว่าหลายๆครอบครัวส่งลูกไปเรียนพิเศษตามสถาบันกวดวิชาต่างๆที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน ซึ่งเด็กหลายคนก็มีผลการเรียนดีขึ้นอย่างที่ผู้ปกครองคาดหวังไว้

แต่มีบ่อยครั้งที่พบว่าปัญหาด้านการเรียนของลูกไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเรียนพิเศษเพียงอย่างเดียว เพราะปัญหาอาจมาจากสาเหตุอื่นๆได้เช่นกัน ผู้ปกครองจึงควรสังเกตและเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของเด็กให้ได้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียน

1.ปัจจัยภายใน

ระดับความสามารถทางสติปัญญา หรือที่เรียกติดปากว่า IQ ใช้แบ่งความสามารถของเด็กเป็นระดับต่างๆ ตั้งแต่อัจฉริยะ ฉลาด ปรกติ ต่ำกว่าเกณฑ์ คาบเส้น ไปจนถึงปัญญาอ่อน ซึ่งระดับสติปัญญาจะบ่งบอกถึงความสามารถในการเรียนรู้ว่าดีเพียงใด และบอกความสามารถด้านต่างๆที่อาจมีมากน้อยแตกต่างกันไป ทำให้เห็นจุดแข็งหรือความสามารถที่เด็กถนัด และจุดอ่อนหรือความสามารถที่ยังต้องพัฒนาอีก

ด้านจิตใจและโรคทางจิตเวชเด็ก ได้แก่ โรคสมาธิสั้น (ADHD) ความบกพร่องด้านการเรียน (LD) โรคซึมเศร้า ปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น ก้าวร้าว เกเร ดื้อ ต่อต้าน ปัญหาการปรับตัว ความกระทบกระเทือนทางจิตใจ เด็กติดเกม -สุขภาพร่างกาย ปัญหาความเจ็บป่วยทางกาย มีโรคประจำตัว ปัญหาทางสายตา การได้ยิน ความผิดปรกติทางการเคลื่อนไหว

2.ปัจจัยภายนอก

การเลี้ยงดู การขาดอบอุ่น ไม่เคยถูกฝึกระเบียบวินัย การตามใจมากเกินไป ปัญหาด้านความรุนแรงในครอบครัว กระบวนการเรียนการสอน วิธีการสอนของครู ห้องเรียนมีเด็กจำนวนมากเกินไปจนครูดูแลได้ไม่ทั่วถึง รูปแบบการเรียนการสอนไม่น่าสนใจ การขาดสื่ออุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสม

เพื่อนและสัมพันธภาพ การเข้ากับครูหรือเพื่อนคนอื่นในห้องไม่ได้ การไม่มีเพื่อน การทะเลาะกัน การคบเพื่อนที่เกเร การถูกชักจูงไปในทางที่ผิด -สิ่งแวดล้อม สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม สิ่งรบกวนในห้องเรียน หรือการที่โรงเรียนอยู่ไกลทำให้เด็กต้องเหนื่อยในการเดินทาง โดยปรกติแล้วเรามักพบปัญหาต่างๆดังที่กล่าวมาหลังจากพบว่าลูกมีผลการเรียนไม่ดี หรือพบว่าบ่อยครั้งเป็นครูที่พบปัญหาแล้วแนะนำให้ผู้ปกครองพาไปพบแพทย์ ในความเป็นจริงแล้วผู้ปกครองสามารถแก้ปัญหาบางอย่างได้เองก่อน หากไม่สามารถจัดการได้จึงค่อยส่งมาพบแพทย์เพื่อประเมินและรักษาต่อไป

ผู้ใหญ่บ้านดีเด่นแห่งปี “ผู้ใหญ่หำ เฉลิมพล มาลาคำ” สร้างตลาดให้ชาวบ้านเช่าแผงเพียง 10 บาท

วันนี้เรามีเรื่องราวดีดี มาฝากเพื่อนๆ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งที่เขาสร้างตลาดได้เช่าขายของในราคาที่ถูกมาก เรียกได้ว่า เป็นผู้ใหญ่ดีเด่นแห่งปีจริงๆ

สำหรับ “อ้ายหำ เฉลิมพล มาลาคำ” เจ้าของฉายา “หมอลำอัจฉริยะ” พี่บอกเลยว่าในปัจจุบันนี้มีการทุ่มเทพัฒนาชุมชนของตัวเองอย่างต่อเนื่องจนได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ใหญ่บ้านดีเด่นประจำจังหวัดอุบลราชธานีไปแล้วซึ่งเมื่อเขาได้มีโอกาสได้เป็นผู้นำก็ได้ทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่บ้านท่าเจริญอำเภอวารินชำราบจังหวัดอุบลราชธานีมาเกือบ 2 ปีด้วย

โดยนายหน้าสูตรนี้ผู้ใหญ่หำก็ได้สร้างตลาดเฉลิมพลชุมชนท่าเจริญ 2559 บนเนื้อที่ที่มีอยู่ประมาณ 6 ไร่เพื่อให้ชาวบ้านในชุมชนที่ตัวเองปกครองนั้นหรือชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงมีช่องทางทำมาหากินเพื่อหาเลี้ยงรายได้ให้กับคนครอบครัวโดยไม่ต้องพลัดพรากจากถิ่นบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง

เส้นทางผู้ใหญ่หำก็ได้มีการเปิดเผยว่าโดยตลาดดังกล่าวนี้จะมีแผงขายของอยู่ที่ประมาณ 200 แผงโดยคิดค่าเช่าเพียงแค่แผงละ 10 บาทต่อวันเท่านั้นเพราะว่าไม่ได้ต้องการที่คิดจะค้ากำไรให้ร่ำรวยเหมือนกับเจ้าของตลาดที่อื่นๆแต่เพียงแค่ต้องการช่วยลูกบ้านในฐานะผู้นำชุมชนเท่านั้น

เดินตลาดนี้มีการเปิดมาตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้แล้วก็มีชาวบ้านหลายคนนั้นนำของมาขายอย่างสารพัดโดยเฉพาะอาหารพื้นเมืองหรือหาอาหารท้องถิ่นที่มีทั้งกบเขียดไข่มดแดง ปลาน้ำมูลและผลไม้ต่างๆที่หาได้จากตามทุ่งนาหรือตามฤดูกาลต่างๆซึ่งการทำแบบนี้ก็ตั้งใจให้ชาวนานั้นได้มีพื้นที่ทำมาหากินมีช่องทางทำมาหาเงินโดยไม่ต้องเดินทางจากบ้านไปไกลๆและในตอนนี้ก็มีคนบ้านอื่นแล้วมาขายกันแล้วด้วย

และในส่วนของความเคลื่อนไหวทางด้านผลงานเพลงนั้นก็ยังไม่มีแผนที่จะสร้างสรรค์ผลงานเพลงอีก เพราะต้องเอาเวลาทั้งหมดทุ่มเทไปกับการดูแลลูกบ้านของตัวเอง แต่ก็ยังมีงานเดินสายคอนเสิร์ตอยู่ในทุกๆ วัน ซึ่งตัวเขานั้นเป็นคนที่ทำอะไรแล้วจะต้องทำให้อย่างเต็มที่ โดยในตอนนี้ไม่มีเวลาทำงานก็ยังไม่ทำแต่ต้องดูแลรับใช้ลูกบ้านทุกวัน มีทั้งงานบุญงานศพซึ่งจะต้องให้ไปร่วมอยู่ตลอดเวลา

แต่ก็ยังมีคอนเสิร์ตอยู่ทุกวันเพลงใหม่ไม่มีก็จริง แต่ก็ยังมีแฟนเพลงที่ยังคอยติดตามผลงาน และชื่นชอบเพลงเก่าๆ อย่างเพลงรอเมียพี่เผลอซึ่งบอกเลยว่าต้องลองทุกวัน แฟนเพลงที่ยังไม่ตายส่วนใหญ่ก็จะเป็นรุ่นอายุ 30 ถึง 40 ขึ้นไป และเป็นกลุ่มที่มีกำลังทรัพย์ในการจ้าง และตัดสินใจจ้างได้นั่นเอง จึงทำให้เขายังมีรายได้จากงานเพลงตรงนี้อยู

โดยเฉลิมพลมาลาคำนั้นเป็นนักร้องและนักแต่งเพลงหมอลำที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมากอีกทั้งยังเป็นหัวหน้าคณะเฉลิมพลมาลาคำและเกิดในที่อำเภอกาบเชิงจังหวัดสุรินทร์ และได้เข้าสู่วงการจากการประกวดร้องเพลงของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดสุรินทร์

และมีการเริ่มบันทึกเสียงเพลงครั้งแรกตั้งแต่ปีพ.ศ 2528 จะเพลงสะอื้นอวยพรซึ่งเพลงนั้นถือว่าเป็นเพลงที่ดีแต่เพลงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดนั่นก็คือเพลงตามใจแม่จึงทำให้ลูกเพลงดนตรีแนวลูกทุ่งหมอลำนั้นได้รับความนิยมอย่างกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งยังมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยในปีพ.ศ 2554 ซึ่งทางเฉลิมพลก็ได้สมัครเป็น สมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนาเพื่อเตรียมการสมัครลงสสจังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาก็ได้ขอ 3 ตัวด้วยเหตุผลทางด้านครอบครัวในปัจจุบันนี้ตัวเขาได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่บ้านท่าเจริญ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และได้รับเลือกตั้งมาตั้งแต่ปีพ.ศ 2557 นับตั้งแต่นั้นมา

แหล่งที่มา: hunsa.siamtodaynews.com

มือใหม่หัดปลูก…ปลูกผักอะไรดี? แนวคิดเริ่มต้นดีๆ สำหรับมือใหม่

มือใหม่อยากปลูกผักอย่างเรา เราควรเลือกผักที่เราอยากทานและเหมาะกับการปลูกในพื้นที่เล็กๆ เช่น กระถางหรือกระบะ โดยมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ดังนี้

1.เลือกผักที่มีรากหยั่งลึกน้อยถึงปานกลาง เพราะว่าการปลูกผักในกระถางหรือกระบะ

1.1ผักหยั่งรากตื้น เช่น คะน้า กะหล่ำปลีผักกาดขาว ผักกาดเขียว ผักกาดหอมสะระแหน่ ผักชี ตั้งโอ๋ เป็นต้น

1.2ผักหยั่งรากกลาง ได้แก่ กะเพรามะเขือ โหระพา พริก มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว แตงกวา แมงลัก เป็นต้น

2.เลือกผักชนิดที่ปลูก 1 ครั้ง แต่เก็บเกี่ยวได้หลายครั้ง เช่น กะเพรา เป็นต้น เพราะเราจะมีผักกินได้เรื่อย ๆ (หากปลูกผักที่ตัดกินได้ครั้งเดียว ต้องรออีก 1-2 เดือน กว่าจะได้ปรุงอาหารอีกครั้ง)

3.ควรปลูกผักให้หลาย ๆ ชนิด เพราะร่างกายมนุษย์ต้องการสารอาหารที่หลากหลายปลูกผักอะไรดี

เรื่องน่ารู้ของนักปลูกมือใหม่

1.นักปลูกมือใหม่มักเจอปัญหาดินไม่ค่อยร้อน ซึ่งอาจเกิดจากดินชื้นเกินไป เพราะใส่น้ำมากเกินไป แต่ไม่ต้องกังวล ถ้าไม่ร้อนก็ให้ทิ้งไว้ อาจจะช้าหน่อย แต่ย่อยแน่นอน

2.กลิ่นเน่าที่เกิดจากการใส่เศษอาหารประเภทโปรตีนเยอะเกินไป วิธีแก้คือ ใส่น้ำตาลเพิ่มเข้าไป

3.เศษโฟม หลอดน้ำ สามารถผสมในดินได้ เพื่อให้ดินเกิดช่องว่าง ระบายน้ำได้ดีและอากาศสามารถเข้าไปในดินได้ เพราะอากาศเป็นตัวกระตุ้นออกซิเจนาให้รากพืชเกิดได้ดีขึ้น

4.วิธีกำจัดโรคพืชได้ดีที่สุดคือ เราต้องหมั่นสังเกต ถ้าเห็นสิ่งผิดปกติก็พลิกใบดูถ้าเป็นโรคก็เด็ดทิ้งทันที

5.ตาข่ายพรางแสง ให้เลือกที่พรางแสงได้ 60%

6.มือใหม่หัดปลูกควรปลูกแต่พอกินก่อน เมื่อชำนาญแล้วค่อยเพิ่มปริมาณ

7.เมื่อเก็บผักในกระถางหมด ให้เติมดินชุดใหม่ลงกระถางให้เต็มแล้วปลูกใหม่ได้เลยแต่อย่าปลูกผักชนิดเดิมต่อทันที เพราะสารอาหารที่พืชชนิดนั้นต้องการจะถูกดึงไปใช้หมดแล้วให้ปลูกพืชอื่น ๆ หมุนเวียนสัก 2-3 รอบ แล้วจึงค่อยกลับมาปลูกพืชชนิดเดิม

วิธีเก็บผักที่ถูกต้อง

หากเราเก็บผักทั้งต้น ผักที่ได้อาจเยอะเกินความต้องการ ดังนั้นเราควรใช้วิธีเก็บเป็นใบ ๆ เท่าที่ต้องการ โดยเริ่มต้นเด็ดจากใบล่างขึ้นสู่ด้านบน เพราะใบที่อยู่ด้านล่างจะแก่ ด้วยวิธีการนี้เราจะสามารถเก็บใบได้จนกว่าต้นจะออกดอก ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน

‘เด็ก ม.6’ ไอเดียดี เปลี่ยนใบสับปะรดไร้ค่า ให้มีราคาเพิ่มขึ้น 20 เท่า

คุณพลพงษ์ ตันติพิพัฒน์พงศ์ หรือ น้องมัช นักเรียนเกรด 12 จากโรงเรียนนานาชาติ NIST กรุงเทพฯ เป็นอีกคนหนึ่งที่เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติ จึงได้นำใบสับปะรดมาแปรรูปเป็นกระดาษจากใยสับปะรด ในโครงการ Ever leaves โดยนำมาใส่ไอเดียเก๋ไก๋ ผลิตเป็นกระเป๋าอเนกประสงค์ กระเป๋าใส่บัตร และที่พันหูฟัง ของใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคดิจิตอลได้อย่างดี

สินค้าที่แปรรูปมาจากใยสับปะรดนี้ นอกจากจะมีความทนทานแล้ว ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าของเกษตรกรให้มีราคาสูงมากกว่า 20 เท่า

คุณสมใจ บุญใส สมาชิกกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า เดิมทางกลุ่มนำกระดาษจากใยสับปะรดมาผลิตเป็นที่ใส่ไม้จิ้มฟัน กล่องกระดาษทิชชู และสินค้าอื่นๆ แต่ขายได้ในราคาไม่แพง ถ้าไม่แปรรูปแล้วกระดาษใยสับปะรดจะขายได้น้อย ไม่ได้ราคาดี ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่า ราคาสับปะรดเองก็ถูกมาก ยิ่งปี 2561 นี้ ราคาตกต่ำสุดในรอบ 11 ปี ทำให้เกษตรกรมีรายได้น้อยลง พอมีโครงการ Ever leaves ของน้องมัช มาช่วยให้คำแนะนำ เสนอเสริมไอเดียว่าควรจะนำกระดาษจากใยสับปะรดไปทำเป็นผลิตภัณฑ์แบบไหนที่ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้ได้ราคาสูงมากขึ้น และได้ขยายฐานกลุ่มลูกค้าไปยังกลุ่มอื่น ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

น้องมัชเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของโครงการ Ever leaves ว่ามีความสนใจและให้ความสำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด และเห็นว่าในแต่ละปีหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตของสับปะรด มีส่วนอื่นๆ ที่เหลือใช้ ซึ่งเกษตรกรนำไปขายเป็นปุ๋ยหรือเชื้อเพลิงในโรงงานปั่นไฟ ได้ราคาเพียง 50 บาท ต่อใบสับปะรด 100 กิโลกรัม ถือว่าเป็นเงินจำนวนที่น้อยมาก

อีกทั้งกลุ่มเกษตรกรบางกลุ่มที่นำใบสับปะรดมาแปรรูปเป็นกระดาษ ซึ่งใบสับปะรด 30 กิโลกรัม จะได้ใยสับปะรด 15 กิโลกรัม ผลิตกระดาษจากใยสับปะรดได้ 60 แผ่น ขายได้ในราคาแผ่นละ 10 บาท นอกจากนี้ เกษตรกรยังนำกระดาษจากใยสับปะรดมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้านอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก

ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

ด้วยความคิดที่ว่านี้ น้องมัชจึงได้ริเริ่มก่อตั้งโครงการ Ever leaves ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือแนะนำพี่ๆ ป้าๆ ลุงๆ เกษตรกรไร่สับปะรด ในการปรับปรุงพัฒนาการผลิตกระดาษจากใยสับปะรดให้มีคุณภาพที่ดี มีความคงทนสวยงามมากขึ้น และที่สำคัญคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย มีรูปแบบการใช้งานที่ตอบโจทย์ Lifestyle ของคนยุคดิจิตอลมากยิ่งขึ้น เช่น ทำเป็นกระเป๋าอเนกประสงค์ ใส่มือถือ เงิน หรือเครื่องเขียน กระเป๋าใส่บัตร และที่พันหูฟัง ซึ่งถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยขายได้มากกว่า 20 เท่าจากราคากระดาษจากใยสับปะรด

สินค้าที่ผลิตจากกระดาษใยสับปะรดของโครงการ Ever leaves ตอนนี้มีอยู่ 3 ชนิด คือ 1. กระเป๋าอเนกประสงค์ ใส่มือถือ เงิน หรือเครื่องเขียน ราคา 359 บาท 2. กระเป๋าใส่บัตร ราคา 259 บาท และ 3. ที่พันหูฟัง ราคา 159 บาท สินค้าทั้ง 3 ชนิด ได้เสริมวัสดุด้านใน ตัดเย็บอย่างดี มีความทนทาน กันน้ำ และผลิตจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผู้สนใจสามารถชมสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่เว็บไซต์ https://www.everleaves.org

น้องมัชแจกแจงว่า จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ คือผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รูปแบบทันสมัยและตอบโจทย์การใช้งานกับเครื่องมืออุปกรณ์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป็นวัยรุ่นที่นิยมสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งานอุปกรณ์ที่ทันสมัย และกลุ่มนักท่องเที่ยว

สินค้าทั้ง 3 ชนิด มีจุดเด่นและได้รับความสนใจจากลูกค้าทั้งหมด เนื่องจากมีการทำวิจัยด้านการตลาดถึงลักษณะการใช้งานของกลุ่มลูกค้า ซึ่งถือว่าสามารถตอบโจทย์ได้อย่างน่าพอใจ

กับคำถามที่ว่าในท้องตลาดมีคู่แข่งหรือไม่ น้องมัชอธิบายว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบทันสมัยที่ทำจากกระดาษใยสับปะรด ยังไม่มีคู่แข่งรายอื่นทำ แต่จะมีสินค้าที่มีอรรถประโยชน์ในการใส่อุปกรณ์ต่างๆ เหมือนกันที่ทำจากวัสดุอื่น ซึ่งมีราคาแตกต่างกันไป

ในการแปรรูปใบสับปะรดเพื่อนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้ น้องมัชบอกว่า ใช้เงินลงทุนไปประมาณ 500,000 บาท ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการโปรโมตและขายสินค้า คาดว่าจะได้เงินทุนคืนใน 1-2 ปี แต่ก็มีปัญหาอุปสรรคบ้าง ในช่วงเริ่มการผลิต เนื่องจากจำนวนผลิตน้อย ทำให้ต้นทุนสูง และต้องทำการโปรโมตเพื่อให้เป็นที่รู้จัก

เตรียมขยายตลาดออนไลน์

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต หนุ่มน้อยรายนี้แจกแจงว่า จะพยายามเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้มีดีไซน์หลากหลายมากขึ้น พร้อมทั้งโปรโมตผ่านช่องทางอื่น เช่น เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม เพื่อสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคมากขึ้น

“ผมหวังว่าจะสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยให้กับผลิตภัณฑ์จากวัสดุพื้นบ้าน และสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน โดยปัจจุบันได้ให้ความช่วยเหลือและร่วมงานกับกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งถือเป็นเมืองหลวงของสับปะรด เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นพืชเศรษฐกิจส่งออกมากที่สุดในประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ผมยังคาดหวังว่า Ever leaves จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพสินค้าแปรรูปจากวัสดุธรรมชาติให้มีมูลค่าเพิ่มและมีความเป็นสากลมากขึ้น เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และสามารถต่อยอดถ่ายทอดความรู้ไปสู่การพัฒนาส่วนอื่นๆ ต่อไป” น้องมัช กล่าว

ผู้ประกอบการหน้าใหม่รายนี้ยังให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากเข้ามาทำธุรกิจดังกล่าวว่า การแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ควรมองหาวัสดุเหลือใช้ที่สามารถเปลี่ยนให้เป็นวัสดุที่มีความโดดเด่น อาจจะเป็นเรื่องความสวยงามของ texture หรือคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ความคงทน และที่สำคัญ ควรทำการทดลองผลิตว่าสามารถทำผลิตภัณฑ์ได้จริง ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

แหล่งที่มา : sentangsedtee

เฮยกใหญ่!! ของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการ แจกเพิ่มอีก 1,000 บาท

คณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จะได้รับความช่วยเหลือโดยตรงหลักๆ ดังนี้

1.ได้รับเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในช่วงปลายปีนี้ จำนวน 500 บาทต่อคน (ได้รับครั้งเดียว) นอกเหนือจากที่ได้รับประจำอยู่แล้วทุกเดือน

2.ได้รับเงินช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับสุขภาพ จำนวน 1,000 บาทต่อคน (ได้รับครั้งเดียว) นอกเหนือจากที่ได้รับประจำอยู่แล้วทุกเดือน

โดยกรมบัญชีกลางจะนำเงินจากกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ใส่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในช่องกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปที่มีรายได้น้อยกว่า 3.5 ล้านคน สามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการผ่านเครื่อง EDC แอปพลิเคชันถุงเงินประชารัฐ และถอนเงินสดจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติได้

นอกจากนี้ยังมาตรการช่วยเหลือค่าเช่าบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย เป็นจำนวน 400 บาทต่อคนต่อเดือน ระหว่างเดือนธันวาคม 2561 ถึงเดือนกันยายน 2562 โดยช่วยเหลือผู้ผ่านคุณสมบัติการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐและการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติมภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ระหว่างเดือนธันวาคม 2561 ถึงเดือนกันยายน 2562 และเช่าที่อยู่อาศัย โดยรวมถึงผู้สูงอายุที่ไม่มีที่อยู่อาศัยด้วย (ตามข้อมูลการลงทะเบียนของผู้มีรายได้น้อย) ซึ่ง ณ เดือนธันวาคม 2561 มีจำนวน 2.2 แสนคน และทยอยเพิ่มเป็น 2.3 แสนคน ณ เดือนกันยายน 2562

ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางจะนำเงินจากกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ใส่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในช่องกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้มีรายได้น้อยสามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการผ่านเครื่อง EDC แอปพลิเคชันถุงเงินประชารัฐ และถอนเงินสดจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติได้

ขอบคุณ กรมประชาสัมพันธ์เขต 7

ปรับเกณฑ์ “บัตรคนจน” เตรียมรับลงทะเบียนรอบ 2 ตอบโจทย์ 100% หลังตรวจพบคนรวยได้บัตร

หลังจากมีข่าวเรื่องคนรวยถือบัตรคนจน ล่าสุด คลังเตรียมประเมินผลบัตรคนจนใหม่ใน 17 ธ.ค. 61 นี้ พร้อมปรับเกณฑ์ลงทะเบียนรอบใหม่ เตรียมลงทะเบียนเป็นรายครอบครัว สะท้อนรายได้แท้จริง ต้องเป็นผู้ทีมีรายน้อยเท่านั้น

การลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบว่า มีผู้ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้น 11.4 ล้านคน และมีการเก็บตกในรอบ 2 สำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยติดเตียง เพิ่มอีก 3.1 ล้านคน รวมเป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ทั้งสิ้น 14.5 ล้านคน ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล

ซึ่งล่าสุด รัฐบาลได้ใส่เงินเข้าไปในบัตรรวมเกือบ 5 หมื่นล้านบาท นับจากเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560 อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 61 ที่ผ่านมา อนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้มีบัตรคนจนเพิ่มเติมอีก 4 มาตรการ ระหว่างเดือน ธ.ค. 2561 – ก.ย. 2562 โดยกรมบัญชีกลางจะเริ่มจ่ายเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. 61 นี้

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะประเมินผลการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในวันที่ 17 ธ.ค. 61 นี้ โดยเบื้องต้นพบว่า ใช้ได้ระดับหนึ่ง แต่ยังมีอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไขในบางจุด

เช่น การลงทะเบียนรายบุคคลอาจไม่ตอบโจทย์ 100% เพราะบางครอบครัวรวย แต่เมื่อลงทะเบียนรายบุคคล เป็นการตรวจสอบคุณสมบัติรายบุคคลแล้วจะผ่านคุณสมบัติ เพราะไม่มีรายได้ ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินอะไร จึงมีเหตุการณ์ว่า ทำไมรวยแล้วยังได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ดังนั้น ถ้าจะมีการลงทะเบียนรอบใหม่ในปี 2562 ต้องแก้ปัญหานี้ สิ่งที่ดู คือ ต้องเป็นการลงทะเบียนรายบุคคลและรายครอบครัวด้วย เพื่อจะทำให้เห็นว่า ครอบครัวไหนรายได้ดีหรือไม่ดี เพราะการช่วยเหลือบ้านเราอยู่กันเป็นครอบครัวอยู่แล้ว หากทำเช่นนั้น จะเข้าเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งจะสอดคล้องกับสิ่งที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ทำ คือ ลงทะเบียนเป็นครอบครัวเป็น GPS Map ในบ้าน ซึ่งมีรายได้น้อย แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์

“เรายังไม่ได้สรุปว่าจะใช้เกณฑ์ไหนเป็นตัววัดรายได้ครอบครัว เพียงแต่ได้บอกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ถึงจุดอ่อนของบัตรสวัสดิการรัฐที่ต้องแก้ไขว่า หากจะลงทะเบียนรอบใหม่แล้วจะต้องใช้แนวคิดนี้ เพราะเชื่อว่ารัฐบาลนี้คงไม่ทัน ต้องรอรัฐบาลใหม่ หากรัฐบาลใหม่เข้ามา แล้วเห็นผลดีจะเดินหน้าต่อ น่าจะทำตามเกณฑ์นี้ เพียงแต่ยังไม่สะเด็ดนํ้า ถ้าจะทำต้องลงรายละเอียดอีกทีว่า จะลงทะเบียนอย่างไร เกณฑ์วัดอะไรบ้าง”

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า สำหรับมาตรการเติมเงินบัตรสวัสดิการเพิ่มเติม 4 มาตรการ 2 กลุ่มนั้น เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ 2 มาตรการ คือ ช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวกับสุขภาพ

สำหรับผู้ที่มีอายุครบ 65 ปีขึ้นไป จะได้รับเงิน 1,000 บาทต่อคน เป็นการจ่ายครั้งเดียว แต่เฉพาะคนที่อายุครบ 65 ปี โดยจะเริ่มจ่ายวันที่ 21 ธ.ค. 61 นี้ ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนเพิ่มเติมจะเริ่มจ่ายวันที่ 5 ม.ค. – 1 ก.พ. 2562 ที่เหลือผู้ถือบัตรรายใด มีอายุครบ 65 ปี ในระหว่างเดือน ธ.ค. 2561 – ก.ย. 2562 จะได้รับเงินวันที่ 21 ของเดือนเกิด

และมาตรการช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินช่วยเหลือ 400 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 10 เดือน โดยจะโอนเงินให้ทุกวันที่ 12 ของเดือน เริ่มจ่ายครั้งแรกวันที่ 12 ธ.ค. 61 สำหรับคนที่อายุครบ 60 ปี และวันที่ 5 ม.ค. – 1 ก.พ. 2562 สำหรับผู้ลงทะเบียนเพิ่มเติม

หากผู้มีบัตรอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ระหว่างเดือน ธ.ค. 2561 – ก.ย. 2562 จะได้รับเงินในเดือนเกิดเป็นครั้งแรกจนสิ้นสุดมาตรการ ส่วนอีก 2 มาตรการไม่ได้กำหนดอายุ คือ สนับสนุนค่าใช้จ่ายช่วงปลายปี 500 บาทต่อคน จ่ายครั้งเดียวทั้ง 14.5 ล้านคน

โดยจะทยอยนำจ่ายเงินเข้ากระเป๋า e-Money ให้กับผู้มีบัตร 11.4 ล้านคน ในวันที่ 8-10 ธ.ค. 61 และจ่ายให้กับผู้ลงทะเบียนเพิ่มเติม 3.1 ล้านคน ในวันที่ 5 ม.ค. – 1 ก.พ. 2562

และมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่านํ้าประปา จะช่วยเหลือกรณีใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วยต่อครัวเรือน จะช่วยเหลือไม่เกิน 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน และค่านํ้าประปาไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน โดยจะจ่ายทุกวันที่ 18 ของเดือน เริ่มจ่ายเดือนแรกวันที่ 18 ก.พ. 61

แหล่งที่มา: tam-nam.com

แม้สิ้นใจแต่ไม่สิ้นบุญจริงๆ!! น้องบิววัย 14 บริจาคอวัยวะ ส่งต่อความหวังอีก 7 ชีวิต

วันนี้เรามีเรื่องราวน่าประทับใจ และซึ้งมากๆ มาฝาก เมื่อได้อ่านเรื่องราวนี้แล้ว จะทำให้รู้ว่าในสังคมไทยของเรายังไม่สิ้นคนดีจริงๆ ว่าแต่เรื่องราวที่ว่านั้น จะเป็นอย่างไร เรามาติดตามไปพร้อมกันเลย

ในโลกออนไลน์ได้มีแฟนเพจเฟซบุ๊กที่มีชื่อว่า ”เรารักแปดริ้ว” ซึ่งเป็นเรื่องราวของ “น้องบิว – ด.ช. สมเดช ฆ้องน้อย” หนุ่มน้อยวัย 14 ปี ที่ได้ประสบอุบัติเหตุ และบาดเจ็บสาหัสทั้งเสียชีวิตในเวลาต่อมา…

ซึ่งก่อนถอดเครื่องช่วยหายใจ คุณหมอก็ได้มีการถามแม่ว่าจะให้ลูกชายบริจาคอวัยวะหรือไม่? ซึ่งคุณแม่ก็ไม่เคยทราบมาก่อนว่าลูกชายได้ทำเรื่องการบริจาคอวัยวะของลูกชาย ผู้เป็นแม่จึงตัดสินใจ และทำให้คุณหมอนั้นสามารถนำอวัยวะของลูกชายไปช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อีกถึง 7 ราย

ในช่วงเวลาของการประสบอุบัติเหตุ นางยง ศิริสุข มารดาของน้องบิวก็ได้มีการเล่าว่าเมื่อ 17 มีนาคมที่ผ่านมานั้น คุณแม่ได้ขี่รถมอเตอร์ไซค์ตามหลังลูกชายเพื่อที่จะกลับบ้าน แต่ระหว่างที่กำลังขับผ่านทางสี่แยกก็มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งพุ่งมาชนเข้ากับมอเตอร์ไซค์ลูกของเธอต่อหน้าต่อตา จึงทำให้เธอนั้นตัดสินใจพาลูกชายไปรักษาที่โรงพยาบาลแปลงยาว ต่อมาก็มีอาการหนักมากจึงได้นำตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล พุทธโสธร

แต่ทว่าทางแพทย์ได้แจ้งว่าให้ทำใจ เนื่องจากน้องมีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงมีภาวะสมองบวมช้ำอีกทั้งมีเลือดออกภายในช่องท้องเป็นอย่างมาก ซึ่งจนกระทั่งวันที่ 24 มีนาคมทำแพทย์ก็ได้แจ้งว่า น้องสมองตายเป็นที่เรียบร้อยยังไม่ตอบสนองแต่อย่างใดแต่หัวใจยังเต้นอยู่ ถ้าหากถอนหายใจก็จะเสียชีวิตลงในทันที จึงอยากจะเชิญคุณแม่และพี่น้องตอบถามว่าอยากจะบริจาคอวัยวะให้กับศูนย์บริจาคสภากาชาดไทยหรือไม่

ซึ่งในตอนนั้นทางแม่เองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าลูกชายและได้มีการทำเรื่องบริจาคอวัยวะแต่อย่างใด และในตอนนั้นทางคุณแม่ก็ยินดี แล้วได้บอกกับญาติพี่น้องว่า น้องไม่เจ็บปวดหรอก น้องเสียชีวิตแล้ว แล้วถึงจะเอาร่างกายน้องไปเผาก็ยังไม่มีประโยชน์ใดๆ และไม่รู้ว่าชาติหน้าเราจะเกิดมาเป็นอะไร แต่ในชาตินี้ขอให้ลูกชายของเขาได้ทำบุญเป็นครั้งสุดท้ายก็พอ

โดยการช่วยเหลือคนอื่นที่เดือดร้อนได้ทุกข์มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นตับไตหัวใจหรือดวงตาทั้งสองข้างก็สามารถนำไปสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นได้เลยตัดสินใจให้อนุญาตเอาอวัยวะของลูกชายไปบริจาคได้ภายในวันนั้น และเมื่อทางคุณยายยินยอมคุณแม่ได้ไปบอกกับลูกว่า “ขออวัยวะของลูกนะ เอาไปบริจาคให้คนอื่นต่อ” ปรากฏว่าชีพจรของน้องก็ค่อยๆ อ่อนลงและสิ้นสุดลงในที่สุด จากไปอย่างสงบ

จากนั้นทางแพทย์โรงพยาบาลพุทธโสธรจึงรีบประสานไปยังโรงพยาบาลศิริราชให้ส่งเจ้าหน้าที่มาเก็บดวงตา หัวใจ ตับ และไตของน้อง เพื่อนำไปช่วยเหลือคนที่ยังรอเปลี่ยนถ่ายอวัยวะอยู่อีก 7 คน นับเป็นการต่อลมหายใจให้กับผู้อื่นซึ่งนับเป็นกุศลครั้งใหญ่

โดยในทางนี้ก็ยังมีการเปิดเผยว่าน้องบิวเป็นเด็กดี และชอบช่วยเหลือของคนอื่นอยู่ถ้ายังชอบช่วยงานบ้านอยู่เสมอและเสียใจเป็นอย่างมากที่ลูกจากไป แต่ว่าก็ยังดีใจที่สามารถทำบุญช่วยเหลือคนอื่นได้ถึง 7 ชีวิต

ทั้งนี้ตัวคุณแม่ของน้องบิว ยังได้อยากฝากถึงคนที่ได้รับบริจาคอวัยวะไปด้วยว่า…

ขอให้เก็บรักษาอวัยวะที่ปลูกถ่ายให้ดีๆ เพราะนี่คือสิ่งสุดท้ายที่น้องบิวได้มอบให้

แหล่งที่มา: hunsa.siamtodaynews.com