‘เด็ก ม.6’ ไอเดียดี เปลี่ยนใบสับปะรดไร้ค่า ให้มีราคาเพิ่มขึ้น 20 เท่า

คุณพลพงษ์ ตันติพิพัฒน์พงศ์ หรือ น้องมัช นักเรียนเกรด 12 จากโรงเรียนนานาชาติ NIST กรุงเทพฯ เป็นอีกคนหนึ่งที่เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติ จึงได้นำใบสับปะรดมาแปรรูปเป็นกระดาษจากใยสับปะรด ในโครงการ Ever leaves โดยนำมาใส่ไอเดียเก๋ไก๋ ผลิตเป็นกระเป๋าอเนกประสงค์ กระเป๋าใส่บัตร และที่พันหูฟัง ของใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคดิจิตอลได้อย่างดี

สินค้าที่แปรรูปมาจากใยสับปะรดนี้ นอกจากจะมีความทนทานแล้ว ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าของเกษตรกรให้มีราคาสูงมากกว่า 20 เท่า

คุณสมใจ บุญใส สมาชิกกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า เดิมทางกลุ่มนำกระดาษจากใยสับปะรดมาผลิตเป็นที่ใส่ไม้จิ้มฟัน กล่องกระดาษทิชชู และสินค้าอื่นๆ แต่ขายได้ในราคาไม่แพง ถ้าไม่แปรรูปแล้วกระดาษใยสับปะรดจะขายได้น้อย ไม่ได้ราคาดี ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่า ราคาสับปะรดเองก็ถูกมาก ยิ่งปี 2561 นี้ ราคาตกต่ำสุดในรอบ 11 ปี ทำให้เกษตรกรมีรายได้น้อยลง พอมีโครงการ Ever leaves ของน้องมัช มาช่วยให้คำแนะนำ เสนอเสริมไอเดียว่าควรจะนำกระดาษจากใยสับปะรดไปทำเป็นผลิตภัณฑ์แบบไหนที่ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้ได้ราคาสูงมากขึ้น และได้ขยายฐานกลุ่มลูกค้าไปยังกลุ่มอื่น ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

น้องมัชเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของโครงการ Ever leaves ว่ามีความสนใจและให้ความสำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด และเห็นว่าในแต่ละปีหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตของสับปะรด มีส่วนอื่นๆ ที่เหลือใช้ ซึ่งเกษตรกรนำไปขายเป็นปุ๋ยหรือเชื้อเพลิงในโรงงานปั่นไฟ ได้ราคาเพียง 50 บาท ต่อใบสับปะรด 100 กิโลกรัม ถือว่าเป็นเงินจำนวนที่น้อยมาก

อีกทั้งกลุ่มเกษตรกรบางกลุ่มที่นำใบสับปะรดมาแปรรูปเป็นกระดาษ ซึ่งใบสับปะรด 30 กิโลกรัม จะได้ใยสับปะรด 15 กิโลกรัม ผลิตกระดาษจากใยสับปะรดได้ 60 แผ่น ขายได้ในราคาแผ่นละ 10 บาท นอกจากนี้ เกษตรกรยังนำกระดาษจากใยสับปะรดมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้านอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก

ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

ด้วยความคิดที่ว่านี้ น้องมัชจึงได้ริเริ่มก่อตั้งโครงการ Ever leaves ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือแนะนำพี่ๆ ป้าๆ ลุงๆ เกษตรกรไร่สับปะรด ในการปรับปรุงพัฒนาการผลิตกระดาษจากใยสับปะรดให้มีคุณภาพที่ดี มีความคงทนสวยงามมากขึ้น และที่สำคัญคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย มีรูปแบบการใช้งานที่ตอบโจทย์ Lifestyle ของคนยุคดิจิตอลมากยิ่งขึ้น เช่น ทำเป็นกระเป๋าอเนกประสงค์ ใส่มือถือ เงิน หรือเครื่องเขียน กระเป๋าใส่บัตร และที่พันหูฟัง ซึ่งถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยขายได้มากกว่า 20 เท่าจากราคากระดาษจากใยสับปะรด

สินค้าที่ผลิตจากกระดาษใยสับปะรดของโครงการ Ever leaves ตอนนี้มีอยู่ 3 ชนิด คือ 1. กระเป๋าอเนกประสงค์ ใส่มือถือ เงิน หรือเครื่องเขียน ราคา 359 บาท 2. กระเป๋าใส่บัตร ราคา 259 บาท และ 3. ที่พันหูฟัง ราคา 159 บาท สินค้าทั้ง 3 ชนิด ได้เสริมวัสดุด้านใน ตัดเย็บอย่างดี มีความทนทาน กันน้ำ และผลิตจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผู้สนใจสามารถชมสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่เว็บไซต์ https://www.everleaves.org

น้องมัชแจกแจงว่า จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ คือผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รูปแบบทันสมัยและตอบโจทย์การใช้งานกับเครื่องมืออุปกรณ์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป็นวัยรุ่นที่นิยมสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งานอุปกรณ์ที่ทันสมัย และกลุ่มนักท่องเที่ยว

สินค้าทั้ง 3 ชนิด มีจุดเด่นและได้รับความสนใจจากลูกค้าทั้งหมด เนื่องจากมีการทำวิจัยด้านการตลาดถึงลักษณะการใช้งานของกลุ่มลูกค้า ซึ่งถือว่าสามารถตอบโจทย์ได้อย่างน่าพอใจ

กับคำถามที่ว่าในท้องตลาดมีคู่แข่งหรือไม่ น้องมัชอธิบายว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบทันสมัยที่ทำจากกระดาษใยสับปะรด ยังไม่มีคู่แข่งรายอื่นทำ แต่จะมีสินค้าที่มีอรรถประโยชน์ในการใส่อุปกรณ์ต่างๆ เหมือนกันที่ทำจากวัสดุอื่น ซึ่งมีราคาแตกต่างกันไป

ในการแปรรูปใบสับปะรดเพื่อนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้ น้องมัชบอกว่า ใช้เงินลงทุนไปประมาณ 500,000 บาท ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการโปรโมตและขายสินค้า คาดว่าจะได้เงินทุนคืนใน 1-2 ปี แต่ก็มีปัญหาอุปสรรคบ้าง ในช่วงเริ่มการผลิต เนื่องจากจำนวนผลิตน้อย ทำให้ต้นทุนสูง และต้องทำการโปรโมตเพื่อให้เป็นที่รู้จัก

เตรียมขยายตลาดออนไลน์

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต หนุ่มน้อยรายนี้แจกแจงว่า จะพยายามเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้มีดีไซน์หลากหลายมากขึ้น พร้อมทั้งโปรโมตผ่านช่องทางอื่น เช่น เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม เพื่อสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคมากขึ้น

“ผมหวังว่าจะสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยให้กับผลิตภัณฑ์จากวัสดุพื้นบ้าน และสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน โดยปัจจุบันได้ให้ความช่วยเหลือและร่วมงานกับกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งถือเป็นเมืองหลวงของสับปะรด เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นพืชเศรษฐกิจส่งออกมากที่สุดในประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ผมยังคาดหวังว่า Ever leaves จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพสินค้าแปรรูปจากวัสดุธรรมชาติให้มีมูลค่าเพิ่มและมีความเป็นสากลมากขึ้น เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และสามารถต่อยอดถ่ายทอดความรู้ไปสู่การพัฒนาส่วนอื่นๆ ต่อไป” น้องมัช กล่าว

ผู้ประกอบการหน้าใหม่รายนี้ยังให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากเข้ามาทำธุรกิจดังกล่าวว่า การแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ควรมองหาวัสดุเหลือใช้ที่สามารถเปลี่ยนให้เป็นวัสดุที่มีความโดดเด่น อาจจะเป็นเรื่องความสวยงามของ texture หรือคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ความคงทน และที่สำคัญ ควรทำการทดลองผลิตว่าสามารถทำผลิตภัณฑ์ได้จริง ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

แหล่งที่มา : sentangsedtee

เฮยกใหญ่!! ของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการ แจกเพิ่มอีก 1,000 บาท

คณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จะได้รับความช่วยเหลือโดยตรงหลักๆ ดังนี้

1.ได้รับเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในช่วงปลายปีนี้ จำนวน 500 บาทต่อคน (ได้รับครั้งเดียว) นอกเหนือจากที่ได้รับประจำอยู่แล้วทุกเดือน

2.ได้รับเงินช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับสุขภาพ จำนวน 1,000 บาทต่อคน (ได้รับครั้งเดียว) นอกเหนือจากที่ได้รับประจำอยู่แล้วทุกเดือน

โดยกรมบัญชีกลางจะนำเงินจากกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ใส่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในช่องกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปที่มีรายได้น้อยกว่า 3.5 ล้านคน สามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการผ่านเครื่อง EDC แอปพลิเคชันถุงเงินประชารัฐ และถอนเงินสดจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติได้

นอกจากนี้ยังมาตรการช่วยเหลือค่าเช่าบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย เป็นจำนวน 400 บาทต่อคนต่อเดือน ระหว่างเดือนธันวาคม 2561 ถึงเดือนกันยายน 2562 โดยช่วยเหลือผู้ผ่านคุณสมบัติการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐและการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติมภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ระหว่างเดือนธันวาคม 2561 ถึงเดือนกันยายน 2562 และเช่าที่อยู่อาศัย โดยรวมถึงผู้สูงอายุที่ไม่มีที่อยู่อาศัยด้วย (ตามข้อมูลการลงทะเบียนของผู้มีรายได้น้อย) ซึ่ง ณ เดือนธันวาคม 2561 มีจำนวน 2.2 แสนคน และทยอยเพิ่มเป็น 2.3 แสนคน ณ เดือนกันยายน 2562

ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางจะนำเงินจากกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ใส่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในช่องกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้มีรายได้น้อยสามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการผ่านเครื่อง EDC แอปพลิเคชันถุงเงินประชารัฐ และถอนเงินสดจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติได้

ขอบคุณ กรมประชาสัมพันธ์เขต 7

ปรับเกณฑ์ “บัตรคนจน” เตรียมรับลงทะเบียนรอบ 2 ตอบโจทย์ 100% หลังตรวจพบคนรวยได้บัตร

หลังจากมีข่าวเรื่องคนรวยถือบัตรคนจน ล่าสุด คลังเตรียมประเมินผลบัตรคนจนใหม่ใน 17 ธ.ค. 61 นี้ พร้อมปรับเกณฑ์ลงทะเบียนรอบใหม่ เตรียมลงทะเบียนเป็นรายครอบครัว สะท้อนรายได้แท้จริง ต้องเป็นผู้ทีมีรายน้อยเท่านั้น

การลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบว่า มีผู้ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้น 11.4 ล้านคน และมีการเก็บตกในรอบ 2 สำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยติดเตียง เพิ่มอีก 3.1 ล้านคน รวมเป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ทั้งสิ้น 14.5 ล้านคน ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล

ซึ่งล่าสุด รัฐบาลได้ใส่เงินเข้าไปในบัตรรวมเกือบ 5 หมื่นล้านบาท นับจากเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560 อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 61 ที่ผ่านมา อนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้มีบัตรคนจนเพิ่มเติมอีก 4 มาตรการ ระหว่างเดือน ธ.ค. 2561 – ก.ย. 2562 โดยกรมบัญชีกลางจะเริ่มจ่ายเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. 61 นี้

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะประเมินผลการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในวันที่ 17 ธ.ค. 61 นี้ โดยเบื้องต้นพบว่า ใช้ได้ระดับหนึ่ง แต่ยังมีอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไขในบางจุด

เช่น การลงทะเบียนรายบุคคลอาจไม่ตอบโจทย์ 100% เพราะบางครอบครัวรวย แต่เมื่อลงทะเบียนรายบุคคล เป็นการตรวจสอบคุณสมบัติรายบุคคลแล้วจะผ่านคุณสมบัติ เพราะไม่มีรายได้ ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินอะไร จึงมีเหตุการณ์ว่า ทำไมรวยแล้วยังได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ดังนั้น ถ้าจะมีการลงทะเบียนรอบใหม่ในปี 2562 ต้องแก้ปัญหานี้ สิ่งที่ดู คือ ต้องเป็นการลงทะเบียนรายบุคคลและรายครอบครัวด้วย เพื่อจะทำให้เห็นว่า ครอบครัวไหนรายได้ดีหรือไม่ดี เพราะการช่วยเหลือบ้านเราอยู่กันเป็นครอบครัวอยู่แล้ว หากทำเช่นนั้น จะเข้าเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งจะสอดคล้องกับสิ่งที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ทำ คือ ลงทะเบียนเป็นครอบครัวเป็น GPS Map ในบ้าน ซึ่งมีรายได้น้อย แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์

“เรายังไม่ได้สรุปว่าจะใช้เกณฑ์ไหนเป็นตัววัดรายได้ครอบครัว เพียงแต่ได้บอกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ถึงจุดอ่อนของบัตรสวัสดิการรัฐที่ต้องแก้ไขว่า หากจะลงทะเบียนรอบใหม่แล้วจะต้องใช้แนวคิดนี้ เพราะเชื่อว่ารัฐบาลนี้คงไม่ทัน ต้องรอรัฐบาลใหม่ หากรัฐบาลใหม่เข้ามา แล้วเห็นผลดีจะเดินหน้าต่อ น่าจะทำตามเกณฑ์นี้ เพียงแต่ยังไม่สะเด็ดนํ้า ถ้าจะทำต้องลงรายละเอียดอีกทีว่า จะลงทะเบียนอย่างไร เกณฑ์วัดอะไรบ้าง”

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า สำหรับมาตรการเติมเงินบัตรสวัสดิการเพิ่มเติม 4 มาตรการ 2 กลุ่มนั้น เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ 2 มาตรการ คือ ช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวกับสุขภาพ

สำหรับผู้ที่มีอายุครบ 65 ปีขึ้นไป จะได้รับเงิน 1,000 บาทต่อคน เป็นการจ่ายครั้งเดียว แต่เฉพาะคนที่อายุครบ 65 ปี โดยจะเริ่มจ่ายวันที่ 21 ธ.ค. 61 นี้ ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนเพิ่มเติมจะเริ่มจ่ายวันที่ 5 ม.ค. – 1 ก.พ. 2562 ที่เหลือผู้ถือบัตรรายใด มีอายุครบ 65 ปี ในระหว่างเดือน ธ.ค. 2561 – ก.ย. 2562 จะได้รับเงินวันที่ 21 ของเดือนเกิด

และมาตรการช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินช่วยเหลือ 400 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 10 เดือน โดยจะโอนเงินให้ทุกวันที่ 12 ของเดือน เริ่มจ่ายครั้งแรกวันที่ 12 ธ.ค. 61 สำหรับคนที่อายุครบ 60 ปี และวันที่ 5 ม.ค. – 1 ก.พ. 2562 สำหรับผู้ลงทะเบียนเพิ่มเติม

หากผู้มีบัตรอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ระหว่างเดือน ธ.ค. 2561 – ก.ย. 2562 จะได้รับเงินในเดือนเกิดเป็นครั้งแรกจนสิ้นสุดมาตรการ ส่วนอีก 2 มาตรการไม่ได้กำหนดอายุ คือ สนับสนุนค่าใช้จ่ายช่วงปลายปี 500 บาทต่อคน จ่ายครั้งเดียวทั้ง 14.5 ล้านคน

โดยจะทยอยนำจ่ายเงินเข้ากระเป๋า e-Money ให้กับผู้มีบัตร 11.4 ล้านคน ในวันที่ 8-10 ธ.ค. 61 และจ่ายให้กับผู้ลงทะเบียนเพิ่มเติม 3.1 ล้านคน ในวันที่ 5 ม.ค. – 1 ก.พ. 2562

และมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่านํ้าประปา จะช่วยเหลือกรณีใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วยต่อครัวเรือน จะช่วยเหลือไม่เกิน 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน และค่านํ้าประปาไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน โดยจะจ่ายทุกวันที่ 18 ของเดือน เริ่มจ่ายเดือนแรกวันที่ 18 ก.พ. 61

แหล่งที่มา: tam-nam.com

แม้สิ้นใจแต่ไม่สิ้นบุญจริงๆ!! น้องบิววัย 14 บริจาคอวัยวะ ส่งต่อความหวังอีก 7 ชีวิต

วันนี้เรามีเรื่องราวน่าประทับใจ และซึ้งมากๆ มาฝาก เมื่อได้อ่านเรื่องราวนี้แล้ว จะทำให้รู้ว่าในสังคมไทยของเรายังไม่สิ้นคนดีจริงๆ ว่าแต่เรื่องราวที่ว่านั้น จะเป็นอย่างไร เรามาติดตามไปพร้อมกันเลย

ในโลกออนไลน์ได้มีแฟนเพจเฟซบุ๊กที่มีชื่อว่า ”เรารักแปดริ้ว” ซึ่งเป็นเรื่องราวของ “น้องบิว – ด.ช. สมเดช ฆ้องน้อย” หนุ่มน้อยวัย 14 ปี ที่ได้ประสบอุบัติเหตุ และบาดเจ็บสาหัสทั้งเสียชีวิตในเวลาต่อมา…

ซึ่งก่อนถอดเครื่องช่วยหายใจ คุณหมอก็ได้มีการถามแม่ว่าจะให้ลูกชายบริจาคอวัยวะหรือไม่? ซึ่งคุณแม่ก็ไม่เคยทราบมาก่อนว่าลูกชายได้ทำเรื่องการบริจาคอวัยวะของลูกชาย ผู้เป็นแม่จึงตัดสินใจ และทำให้คุณหมอนั้นสามารถนำอวัยวะของลูกชายไปช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อีกถึง 7 ราย

ในช่วงเวลาของการประสบอุบัติเหตุ นางยง ศิริสุข มารดาของน้องบิวก็ได้มีการเล่าว่าเมื่อ 17 มีนาคมที่ผ่านมานั้น คุณแม่ได้ขี่รถมอเตอร์ไซค์ตามหลังลูกชายเพื่อที่จะกลับบ้าน แต่ระหว่างที่กำลังขับผ่านทางสี่แยกก็มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งพุ่งมาชนเข้ากับมอเตอร์ไซค์ลูกของเธอต่อหน้าต่อตา จึงทำให้เธอนั้นตัดสินใจพาลูกชายไปรักษาที่โรงพยาบาลแปลงยาว ต่อมาก็มีอาการหนักมากจึงได้นำตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล พุทธโสธร

แต่ทว่าทางแพทย์ได้แจ้งว่าให้ทำใจ เนื่องจากน้องมีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงมีภาวะสมองบวมช้ำอีกทั้งมีเลือดออกภายในช่องท้องเป็นอย่างมาก ซึ่งจนกระทั่งวันที่ 24 มีนาคมทำแพทย์ก็ได้แจ้งว่า น้องสมองตายเป็นที่เรียบร้อยยังไม่ตอบสนองแต่อย่างใดแต่หัวใจยังเต้นอยู่ ถ้าหากถอนหายใจก็จะเสียชีวิตลงในทันที จึงอยากจะเชิญคุณแม่และพี่น้องตอบถามว่าอยากจะบริจาคอวัยวะให้กับศูนย์บริจาคสภากาชาดไทยหรือไม่

ซึ่งในตอนนั้นทางแม่เองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าลูกชายและได้มีการทำเรื่องบริจาคอวัยวะแต่อย่างใด และในตอนนั้นทางคุณแม่ก็ยินดี แล้วได้บอกกับญาติพี่น้องว่า น้องไม่เจ็บปวดหรอก น้องเสียชีวิตแล้ว แล้วถึงจะเอาร่างกายน้องไปเผาก็ยังไม่มีประโยชน์ใดๆ และไม่รู้ว่าชาติหน้าเราจะเกิดมาเป็นอะไร แต่ในชาตินี้ขอให้ลูกชายของเขาได้ทำบุญเป็นครั้งสุดท้ายก็พอ

โดยการช่วยเหลือคนอื่นที่เดือดร้อนได้ทุกข์มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นตับไตหัวใจหรือดวงตาทั้งสองข้างก็สามารถนำไปสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นได้เลยตัดสินใจให้อนุญาตเอาอวัยวะของลูกชายไปบริจาคได้ภายในวันนั้น และเมื่อทางคุณยายยินยอมคุณแม่ได้ไปบอกกับลูกว่า “ขออวัยวะของลูกนะ เอาไปบริจาคให้คนอื่นต่อ” ปรากฏว่าชีพจรของน้องก็ค่อยๆ อ่อนลงและสิ้นสุดลงในที่สุด จากไปอย่างสงบ

จากนั้นทางแพทย์โรงพยาบาลพุทธโสธรจึงรีบประสานไปยังโรงพยาบาลศิริราชให้ส่งเจ้าหน้าที่มาเก็บดวงตา หัวใจ ตับ และไตของน้อง เพื่อนำไปช่วยเหลือคนที่ยังรอเปลี่ยนถ่ายอวัยวะอยู่อีก 7 คน นับเป็นการต่อลมหายใจให้กับผู้อื่นซึ่งนับเป็นกุศลครั้งใหญ่

โดยในทางนี้ก็ยังมีการเปิดเผยว่าน้องบิวเป็นเด็กดี และชอบช่วยเหลือของคนอื่นอยู่ถ้ายังชอบช่วยงานบ้านอยู่เสมอและเสียใจเป็นอย่างมากที่ลูกจากไป แต่ว่าก็ยังดีใจที่สามารถทำบุญช่วยเหลือคนอื่นได้ถึง 7 ชีวิต

ทั้งนี้ตัวคุณแม่ของน้องบิว ยังได้อยากฝากถึงคนที่ได้รับบริจาคอวัยวะไปด้วยว่า…

ขอให้เก็บรักษาอวัยวะที่ปลูกถ่ายให้ดีๆ เพราะนี่คือสิ่งสุดท้ายที่น้องบิวได้มอบให้

แหล่งที่มา: hunsa.siamtodaynews.com

แนวคิดสอนลูก 12 ข้อ ที่ถูกแชร์ไปทั่วโลก ของภรรยาประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (เผิงลี่หยวน)

ภรรยาประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (เผิงลี่หยวน) ให้แนวคิดสอนลูก 12 ข้อ ที่ถูกแชร์ไปทั่วโลก (ประทับใจข้อ 7 มากที่สุด)

ภรรยาประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (เผิงลี่หยวน) ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องคะแนนสอบเอ็นทรานซ์ ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการศึกษาของประเทศจีน (ประทับใจข้อ 7 มากที่สุด) ……

คะแนนสอบของลูก ไม่ได้มีความสำคัญเทียบเท่ากับการสอนให้ลูกรู้จักสำนึกในบุญคุณ รู้จักเรียนรู้การดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ลูกจะมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทอง ผู้ปกครองจะมีวิธีอบรมปลูกฝังอย่างไร การที่จะให้ทรัพย์สินแก่ลูกหลาน ทำไมไม่คิดจะสร้างลูกให้กลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าเล่า นั่นคือการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคม

ดังนั้นการเก็บสะสมทรัพย์สินมหาศาลให้กับลูกหลานไม่สามารถเทียบเท่ากับการให้ข้อคิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตดังต่อไปนี้

  1. ลูกรัก…ลูกต้องเรียนรู้ที่จะทำอาหาร นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการดูแลปรนนิบัติคนอื่น แต่เมื่อคราที่คนที่รักลูกไม่ได้อยู่ข้างกายลูก ลูกก็จะสามารถดูแลตนเองได้ (อยู่รอดได้ด้วยตนเอง)
  2. ลูกรัก…ลูกจะต้องเรียนรู้ที่จะขับรถ นี่ไม่ได้เกี่ยวกับฐานะตำแหน่งหน้าที่ เพราะเช่นนี้แล้ว ลูกก็จะสามารถไปในทุกๆ ที่ลูกอยากไปทุกเวลา ไม่ต้องไปขอร้องใคร (มีอิสระเสรี)
  3. ลูกรัก…ลูกจะต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐาน นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการรับรองฐานะการศึกษา ในชีวิตคนเราจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยสัก 3-4 ปี ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่มีเงื่อนไข และเป็นชีวิตที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะให้มีสติปัญญา ความนึกคิดและการใช้เหตุผล (เมื่อเข้าไปสู่สังคมก็เสมือนเข้าไปสู่ชีวิตจริง)
  4. ลูกรัก…ลูกรู้หรือไม่ ฝากรอยเท้าไกลเท่าไหน จิตใจจะกว้างเท่านั้น เมื่อใจกว้างแล้ว ลูกจึงจะมีความสุข หากเดินไปได้ไม่ไกล ให้หนังสือช่วยพาลูกเดินไป (เปิดกว้างโลกทัศน์ของตนเองโดยอาศัยโลกแห่งความรู้)
  5. ลูกรัก…หากโลกนี้เหลือเพียงน้ำสองถ้วย ให้เก็บถ้วยหนึ่งเอาไว้ดื่ม ส่วนอีกถ้วยหนึ่งใช้ทำความสะอาดใบหน้าและชุดชั้นในของลูก (การเห็นคุณค่าของตัวเองไม่เกี่ยวกับความจนความรวย)
  6. ลูกรัก…หากฟ้าถล่มทลายลงมา ก็ไม่ต้องร้องไห้ และไม่ต้องบ่นว่าอะไร เพราะไม่อย่างนั้นจะทำให้คนที่รักลูกยิ่งเจ็บปวดใจ ส่วนคนที่เกลียดลูกจะยิ่งได้ใจ (ยอมรับชะตากรรมอย่างสงบ คนที่เรารักจะมีความสุข)
  7. ลูกรัก…ต่อให้ต้องกินข้าวคลุกซีอิ๊วขาว ก็ต้องปูผ้าปูโต๊ะที่สะอาด และนั่งลงไปอย่างสง่างาม ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างใส่ใจในคุณภาพ (มารยาทและสถานการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน)
  8. ลูกรัก…เมื่อไปยังสถานที่ไกลๆ จำไว้ว่านอกจากจะต้องนำกล้องถ่ายรูปไปแล้ว ก็ต้องนำปากกาและกระดาษไปด้วย วิวทิวทัศน์นั้นเหมือนกัน แต่อารมณ์ที่ดูวิวทิวทัศน์นั้นไม่สามารถกลับมาซ้ำเหมือนเดิมได้อีก สวี่เสียเค่อ (xu xia ke) นักภูมิศาสตร์ นักเดินทางชาวจีนที่เป็นสวี่เสียเค่อในวันนี้,มิใช่เพราะเดินทางมากที่สุด เขายิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงเพราะการบันทึกเรื่องราวและประสบการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่ได้จากการเดินทางที่ทิ้งไว้ให้กับชนรุ่นหลัง
  9. ลูกรัก…ลูกจะต้องมีพื้นที่เป็นของตนเอง ต่อให้มีแค่ 5 ตารางเมตรก็ตาม เพราะตอนที่ลูกทะเลาะกับคนรักและฉุนโกรธเดินออกมา ก็ไม่ถึงกลับร่อนเร่ไปตามถนน พบเจอกับคนไม่ดี สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือเมื่อตอนที่ลูกใจร้อน ก็จะมีสถานที่ที่ทำให้ลูกใจเย็นลงได้ ให้หัวใจของลูกได้พักไว้ในมุมนั้น (อุปนิสัยแบบอิสระ)
  10. ลูกรัก…เมื่อตอนยังเด็กจะต้องมีความรู้ เมื่อโตขึ้นจะต้องมีประสบการณ์ ลูกจึงจะมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ (อ่านประสบการณ์ของผู้อื่น และหาประสบการณ์ให้กับตนเอง)
  11. ลูกรัก…ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม ก็จงเป็นคนดีมีเมตตา โปรดจำไว้ว่า การมีจิตใจดี ก็จะทำให้ลูกเป็นผู้ที่ได้รับความคุ้มครองดูแลอย่างดีที่สุดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย (การคุ้มครองดูแลนี้ไม่ใช่ความร่ำรวยและอำนาจ ทำดีย่อมได้ดีตอบแทน)
  12. ลูกรัก…รอยยิ้ม ความสง่างาม ความมั่นใจ นั้นเป็นทรัพย์สิน

ขอบคุณแหล่งที่มา : fw line.

ด่วนมาก!! “ฟาร์มเฮ้าส์” เปิดรับสมัครพนักงานฝ่ายผลิต วุฒิ ป.6 รายได้ 400 – 650 บาท

บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่ดูแลในส่วนของการผลิตขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2525 วัตถุประสงค์เพื่อผลิตและจัดจำหน่ายขนมปังและเบเกอรี่ที่มีคุณภาพ ล่าสุดได้มีการประชาสัมพันธ์การเปิดรับสมัครพนักงานฝ่ายผลิตจำนวนมาก มีรายละเอียดในการเปิดรับสมัครและคุณสมบัติของผู้สมัครดังต่อไปนี้

บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน)

ฟาร์มเฮ้าส์เปิดรับสมัครพนักงานจำนวนมาก

1.พนักงานฝ่ายผลิต ชาย / หญิง วุฒิ ป.6 ขึ้นไป ด่วนมาก

2.พนักงานรายวันแม่บ้าน จำนวน 3 อัตรา วุฒิ ป.6 ขึ้นไป ด่วนมาก

3.พนักงานรายเดือน พนักงานธุรการ ชาย / หญิง วุฒิ ปวส. ขึ้นไป

4.เจ้าหน้าที่รายเดือน เจ้าหน้าที่การตลาด ชาย / หญิง วุฒิ ป.ตรี

5.ช่างไฟฟ้า ช่างเทคนิค ช่างซ่อมบำรุง ช่างปรับอากาศ ช่างทำความเย็น ช่างดูแลระบบบำบัด ชาย วุฒิ ปวส.

6.เจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิต เจ้าหน้าที่ควบคุมคุณภาพ QA ชาย / หญิง วุฒิ ป.ตรี

7.พนักงานขับรถส่งสินค้า ใบขับขี่ประเภท 2-4 จำนวนมาก วุฒิ ป.6 ขึ้นไป

หมายเหตุตำแหน่ง 1-2 ค่าแรง 325 บาท ต่อวัน เงินเดือนจ่ายวันที่ 15 และ สิ้นเดือน ตำแหน่ง 3 – 7 เงินเดือนตามโครงสร้าง เงินเดือนจ่ายวันที่ 25 ของเดือน ทุกตำแหน่งทดลองงาน 4 เดือน ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ สมัครได้ทุกวันจันทร์ – เสาร์ เวลาประมาณ 08.30 – 14.30 น. พนักงานรายวันเขียนใบสมัคร / ดูหน้างาน / ตรวจสุขภาพ / เปิดบัญชี

บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน)

-พนักงานฝ่ายผลิต ค่าจ้าง 325 บาทต่อวัน

-ค่าล่วงเวลา OT

-เบี้ยขยัน 600 – 1,200 บาทต่อเดือน

-ค่ากะ 40 – 70 บาทต่อวัน

-ค่าความรับผิดชอบ

-เบี้ยเลี้ยงพิเศษ 220 บาท ต่อวัน

-ค่าข้าว

-รถรับส่งพนักงาน

-โบนัสประจำปี

-เบี้ยขยันสะสมประจำปี 500 – 6,000 บาท

-กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

-ประกันอุบัติเหตุ ตรวจสุขภาพประจำปี

-ชุดยูนิฟอร์ม

ผู้ที่สนใจสมัครสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล 02-326-5400 ต่อ 145 , 266 หรือเบอร์ 081-847-9627 สถานที่ปฏิบัติงานพนักงานฝ่ายผลิตนิคมอุตสาหกรรมบางชัน และนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี จังหวัดกรุงเทพมหานคร ผู้ที่สนใจสมัครรบกวนติดต่อสอบถามก่อนเดินทางสมัครด้วยตนเอง

ขอบคุณข้อมูล หางาน นิคม-ลาดกระบัง และใกล้เคียง , cabletvnews

กรมอุตุฯ เตือน 44 จังหวัด โดนฝนถล่ม อุณหภูมิลดลงอีก 4 องศา

กรมอุตุฯ พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอากาศเย็นในตอนเช้า และยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งบริเวณประเทศไทยตอนบน

สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 12-16 ธ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนยังคงแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็นลงกับมีลมแรง โดยอุณหภูมิจะลดลง 2-5 องศาเซลเซียล สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางที่ปกคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นลงโดยทั่วไป กับมีลมแรง โดยมีฝนบางแห่งบริเวณประเทศไทยตอนบน สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยยังคงมีกำลังปานกลาง ทำให้ภาคใต้มีฝนต่อเนื่องและฝนตกหนักบางแห่ง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 17:00 วันนี้ ถึง 17:00 วันพรุ่งนี้
ภาคเหนือ อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิลดลง 1-2 องศาเซลเซียส โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ พะเยา น่าน ตาก พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

อุณหภูมิต่ำสุด 18-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 8-13 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นในตอนเช้า กับมีลมแรง อุณหภูมิลดลง 1-3 องศาเซลเซียส โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

อุณหภูมิต่ำสุด 19-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 10-13 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีลมแรง อุณหภูมิลดลง 1-2 องศาเซลเซียส โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี นครปฐม พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีลมแรง อุณหภูมิลดลง 1-2 องศาเซลเซียส โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส

ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา : ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป : ลมตะวันออก ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ส่วนการคาดหมายลักษณะอากาศ ในช่วงวันที่ 11-17 ธ.ค. บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นลงกับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง

ข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 11-17 ธ.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลง และประชาชนบริเวณภาคใต้ระมัดระวังอันตรายจากสภาวะที่ฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้

ที่มาtruststoreonline

รู้สิทธิ “เช็คยอดเงินสะสม” ประกันสังคม

เชื่อว่าทุกคนที่ส่งประกันสังคมทุกเดือน ก็คงอยากจะรู้ว่าเรามีเงินเก็บอยู่เท่าไหร่แล้ว โดยมีหลายคนที่ใช้วิธีโทรสอบถาม หรือไปตรวจสอบที่สำนักงาน ซึ่งบอกเลยว่าเสียเวลามากๆ จนทำให้หลายคนไม่อยากที่จะรู้ แม้ว่าจะอยากรู้มากก็ตาม วันนี้เราจึงมีวิธีตรวจสอบเงินประกันสังคมของเราแบบง่ายๆมาฝาก ไม่ยากอย่างที่คิดออกต่อไปส่วนจะทำอย่างไรนั้นลองไปอ่านกันดีกว่าครับ

  1. ไปที่หน้าเว็ปไซต์ประกันสังคม http://www.sso.go.th แล้วไปที่ด้านขวาของเว็ป ที่เขียนว่า เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก
  2. หากว่ายังไม่เคยสมัครให้ทำการสมัครก่อน (ทำตามขั้นตอนที่ทางเว็ปได้บอกให้ครบ) แล้วจึงเข้าสู่ระบบได้
  3. หากสมัครเรียบร้อย เข้าเข้าสู่ระบบแล้ว มาที่เมนู “ตรวจสอบข้อมูล” แล้วเลือก “สำหรับผู้ประกันตน” เพื่อดูข้อมูลต่างๆของเรา
  4. เมื่อเข้ามาที่หน้าข้อมูล ที่เราสามารถตรวจสอบได้ ให้เข้าไปที่ “ข้อมูลการส่งเงินสมทบ” โดยจะแสดงข้อมูลปีล่าสุด จะปรากฏจำนวนเงินที่เรานำส่งแต่ละเดือน ซึ่งถูกแยกเป็น 3 ส่วนคือ เจ็บป่วย ชราภาพ และว่างงาน ซึ่งสามารถดูย้อนหลังไปปีก่อนๆได้ โดยเปลี่ยน พ.ศ.ด้านบน

กรณีที่มีปัญหาในการสมัครสมาชิกเว็บไซต์ หรือไม่สามารถทำการ Login ได้ แนะนำให้ติดต่อ โทร. 02-9562400 ในวันและเวลาราชการ 08.30-16.30 น. แต่ถ้ามีข้อสงสัยอื่น ๆ เกี่ยวกับประกันสังคม ติดต่อสายด่วน 1506 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เรียบเรียงโดย : ปิยะนัย เกตุทอง

ไอเดียค้างผักไม้เลื้อย ปลูกผักไว้กินเอง แต่งสวนด้วยค้างผักสวยๆ

สำหรับไอเดียวันนี้ก็เป็นไอเดียการทำค้างผักครับ เอามาให้เพื่อนๆผู้อ่านได้ไปทำค้างผักสวยๆ หรือผู้ที่กำลังสนใจจะปลูกผักไว้กินเอง ลองเอาไอเดียในวันนี้ไปแต่สวนผักของเพื่อนๆ ให้สวนของเพื่อนๆมีความสวยงาม น่ามอง ว่าแต่จะมีแบบไหนกันบ้าง ไปดูพร้อมกันเลยคร๊าฟฟฟ

แบบค้างผักแบบที่1

แบบค้างผักแบบที่2

แบบค้างผักแบบที่3

แบบค้างผักแบบที่4

แบบค้างผักแบบที่5

แบบค้างผักแบบที่6

แบบค้างผักแบบที่7

แบบค้างผักแบบที่8

แบบค้างผักแบบที่9

แบบค้างผักแบบที่10

แบบค้างผักแบบที่11

แบบค้างผักแบบที่12

แบบค้างผักแบบที่13

แบบค้างผักแบบที่14

แบบค้างผักแบบที่15

แบบค้างผักแบบที่16

แบบค้างผักแบบที่17

แบบค้างผักแบบที่18

แบบค้างผักแบบที่19

แบบค้างผักแบบที่20

แบบค้างผักแบบที่21

แบบค้างผักแบบที่22

แบบค้างผักแบบที่23

แบบค้างผักแบบที่24

แบบค้างผักแบบที่25

แบบค้างผักแบบที่26

แบบค้างผักแบบที่27

แบบค้างผักแบบที่28

แบบค้างผักแบบที่29

แบบค้างผักแบบที่30

แบบค้างผักแบบที่31

แบบค้างผักแบบที่32

แบบค้างผักแบบที่33

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับไอเดียดีดีที่นำมาฝากในวันนี้ ถ้าเพื่อนๆชอบก็ลองกับไปทำดูนะค๊าฟฟฟ

ที่มา me-panya.com

ผักริมรั้ว “กระถิน” สรรพคุณชั้นเลิศ ป้องกัน-รักษาสารพัดโรค

พืชผักและสมุนไพรของไทยเรียกได้ว่าดีเลิศ ไม่แพ้ยาแพทย์แผนปัจจุบันที่ใช้ในการรักษาอาการเจ็บป่วย และพืชผักสมุนไพรของไทยก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายชนิด แต่สำหรับกระถิน ถือเป็นผักพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมในการนำมารับประทานอย่างมากทีเดียว

“กระถิน” (Leucaena leucocephala) เป็นพืชตระกูลถั่วอีกหนึ่งชนิด ซึ่งถิ่นกำเนิดอยู่ที่อเมริกากลาง โดยเริ่มเข้ามาประเทศไทยในปี พ.ศ. 2519 กระถินถือว่าเป็นไม้ที่โตได้อย่างรวดเร็ว และสามารถที่จะปลูกได้ในทุกๆ รูปแบบ แต่ความพิเศษนอกเหนือจากนี้คือ ถึงแม้ว่าภายในพื้นที่บริเวณนั้นจะมีโรคหรือมีแมลงระบาด รวมทั้งสภาพอากาศที่แย่ แต่กระถินก็สามารถที่จะเติบโตได้ดี

คุณค่าทางโภชนาการของกระถิน
กระถินปริมาณ 100 กรัม ให้คุณค่าทางโภชนาการดังนี้

-พลังงาน 128 กิโลแคลอรี่

-คาร์โบไฮเดรต 12.4 กรัม

-โปรตีน 12 กรัม

-ไขมัน 6.5 กรัม

-ธาตุเหล็ก 3.0 กรัม

-ฟอสฟอรัส 100 มิลลิกรัม

-แคลเซียม 1,500 มิลลิกรัม

-วิตามินเอ 17800 ui

-วิตามินบี 64 มิลลิกรัม

-วิตามินซี 64 มิลลิกรัม

สรรพคุณของกระถิน
สำหรับสรรพคุณของต้นกระถิน สามารถที่จะแบ่งได้ตามแต่ละส่วนของต้นกระถิน ดังนี้

1.เมล็ด

เมล็ดของต้นกระถินถือเป็นยาอายุวัฒนะชั้นดี โดยอุดมไปด้วยฟอสฟอรัสสูงทำให้เสริมสร้างกระดูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับ เป็นยารักษาระบบทางเดินอาหาร โดยจะช่วยในการปรับสมดุลในระบบดังกล่าว ช่วยลดการเกิดนิ่วภายในกระเพาะอาหาร และสามารถบำรุงไตกับตับได้เป็นอย่างดี

2.ดอก

ดอกกระถินสามารถที่จะช่วยในการบำรุงตับ และช่วยแก้โรคเกล็ดกระดี่ขึ้นตาได้

3.ฝัก

ฝักกระถินถือเป็นของดีอีกหนึ่งอย่าง โดยสามารถช่วยแก้อาการท้องร่วง ช่วยในการห้ามเลือด ฝักอ่อนยังสามารถช่วยแก้อาการกระหายน้ำ และช่วยให้เจริญอาหารได้ดีมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถใช้บำรุงหัวใจได้อีกด้วย

4.ยอดอ่อน

ยอดอ่อนของกระถินมีระดับฟอสฟอรัสสูงเช่นเดียวกันกับเมล็ด ภายในยอดอ่อนก็ยังมีวิตามินเอ ซึ่งจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยรักษาความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังสามารถช่วยให้เจริญอาหารยิ่งขึ้น ช่วยสร้างใยอาหารให้กับร่างกาย และทำให้การขับถ่ายสะดวกมากยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของกระถิน
-ใช้เป็นยา กระถินเป็นผักพื้นบ้านที่คนสมัยก่อนให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะมีสรรพคุณเป็นยา โดยสามารถนำมาใช้รักษาโรคต่างๆ ใช้ในการบำรุงดูแลผิว โดยนำใบของต้นกระถินมาใช้ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและมีสุขภาพดี นอกจากนี้ ยังสามารถบรรเทาอาการอักเสบหรือเจ็บปวดที่เกิดขึ้น รวมถึงภายในเมล็ดของกระถินก็ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยป้องกันมะเร็งได้

-ใช้เป็นอาหารสัตว์ สำหรับต้นกระถินนั้นจะใช้ในส่วนของยอด ฝัก และใบในการนำมาทำเป็นอาหารสัตว์ให้กับวัว ไก่ และแพะ

-ใช้เพื่อการเกษตร กระถินถือว่าเป็นต้นไม้ที่อุดมไปด้วยประโยชน์ในการใช้เพื่อการเกษตร เพราะอย่างแรกกระถินสามารถที่จะนำมาใช้เป็นปุ๋ยหมักให้กับต้นไม้ได้ เนื่องจากภายในลำต้นนั้นจะมีไนโตรเจนและโพแทสเซียม จึงเป็นอาหารที่ดีให้กับต้นไม้ นอกจากนี้ ลำต้นของกระถินยังสามารถนำมาใช้ทำเป็นด้ามจับให้กับอุปกรณ์ทางการเกษตร หรือสำหรับบางคนก็อาจจะนำมาทำเป็นน้ำส้มควันไม้เพื่อใช้ในการไล่แมลงให้กับต้นไม้

-ปลูกเป็นรั้วกันลมรอบบ้าน กระถินสามารถที่จะนำมาใช้ปลูกเป็นรั้วบ้านได้ โดยเฉพาะกระถินยักษ์ ซึ่งจะมีขนาดลำต้นใหญ่พอสมควร ดังนั้นหากนำมาปลูกเป็นแนวรอบรั้วบ้านก็จะช่วยทำแนวกันลมให้กับบ้านได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญไม่จำเป็นที่จะต้องดูแลอะไรมากมาย เพราะกระถินสามารถที่จะเติบโตเองได้ตามธรรมชาติ

-ประโยชน์การใช้งานด้านอื่นๆ ประโยชน์ด้านอื่นๆ ได้แก่ การนำเปลือกของต้นกระถินมาใช้ในการย้อมสีเส้นไหม การนำเปลือกต้นกระถินมาทำให้เกิดเส้นใย แล้วนำไปใช้เป็นกระดาษ และในส่วนเมล็ดของต้นกระถินเองก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน เพราะสามารถที่จะนำเมล็ดมาทำเป็นเครื่องประดับ อย่างเช่น สร้อยคอ และเข็มขัดได้

ไอเดียการกินและการใช้เพื่อสุขภาพ

“กระถิน” พืชผักรอบรั้วบ้านที่มากมายด้วยคุณประโยชน์ ไปดูกันว่าเราสามารถนำกระถินมาใช้เป็นไอเดียการกินการใช้เพื่อสุขภาพได้อย่างไรบ้าง

ข้อควรระวัง
1.กระถินสามารถดูดซึมซิลิเนียมจากดินมาสะสมไว้ได้ในปริมาณมาก เมื่อเราทานกระถินเข้าไปมากๆ หรือทานเป็นประจำ ธาตุดังกล่าวก็อาจจะทำให้เกิดพิษขึ้นในร่างกายได้

2.แม้ว่ากระถินจะมีประโยชน์ แต่ก็ควรระมัดระวังในการกินใบกระถินพอสมควร เพราะในส่วนใบของกระถินนั้นสามารถสังเคราะห์สารมิโมซีน ซึ่งเป็นสารพิษออกมา และเมื่อได้รับพิษก็จะทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร ต่อมไทรอยด์โต มีอาการทางประสาท แต่สามารถลดสารเหล่านี้ลงได้จากการแช่น้ำ หรือการต้มก่อนนำมาใช้

ได้ทราบกันไปแล้วว่าประโยชน์ของกระถินมีอะไรบ้าง โดยเฉพาะสรรพคุณทางยาจากการนำกระถินมาใช้ทาน อย่างไรก็ตาม การทานกระถินก็มีข้อควรระวังเพิ่มเช่นกัน โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคเก๊าต์ การทานผักที่มียอดอย่างกระถินก็อาจจะต้องพยายามงดเว้นหรือหลีกเลี่ยง เพราะผักดังกล่าวอาจทำให้อาการของโรคเก๊าต์กำเริบหนักได้
ที่มา item2day