“ธนาคารเวลา” เรื่องสั้นที่จะทำให้คุณคิดได้

บทความนี้ เมื่อท่านอ่านจบ ให้ถามตัวเองว่า
” สิ่งไหนที่สำคัญ สิ่งนั้นทำแล้วหรือยัง ? “
” คนไหนที่เรารัก ทำดีกับเค้าแล้วหรือยัง ? “

ลองจินตนาการว่ามีธนาคารแห่งหนึ่งเข้าบัญชีให้คุณทุกเช้า เป็นเงิน 86,400 บาท ไม่มีการยกยอดคงเหลือไปวันรุ่งขึ้น
ทุกตอนเย็นจะลบยอดคงเหลือทั้งหมดที่คุณไม่ได้ใช้ระหว่างวัน
คุณจะทำอย่างไร? แน่นอนที่สุดคุณต้องถอนมาใช้ทุกบาททุกสตางค์ ใช่ไหม!!!

เราทุกคนมีธนาคารอย่างนั้นเหมือนกัน ธนาคารแห่งนี้ชื่อว่า “เวลา” มันเข้าบัญชีให้คุณ 86,400 วินาที
ทุกคืนมันจะถูกล้างบัญชีถือว่าขาดทุนตามจำนวนที่คุณพลาดโอกาสที่จะลงทุนในสิ่งดีๆ มันไม่สะสมยอดคงเหลือ
ไม่ให้เบิกเกินบัญชี ในแต่ละวันจะเปิดบัญชีใหม่ให้คุณ ทุกค่ำคืนจะลบยอดคงเหลือของทั้งวันออกหมด

ถ้าคุณเสียโอกาสที่จะใช้ประโยชน์ในระหว่างวัน ผลขาดทุนเป็นของคุณ ไม่สามารถถอยหลังกลับไปได้
ไม่มีการถอนของ “วันพรุ่งนี้” มาใช้ได้ คุณต้องมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันด้วยยอดเงินฝากของวันนี้
ให้ลงทุนจากเงินฝากเหล่านี้เพื่อได้ผลตอบแทนมาสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อสุขภาพ ความสุข และความสำเร็จ!

นาฬิกากำลังเดิน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
ทำทุกขณะที่คุณมีให้มีคุณค่า! และจำไว้เสมอว่าเวลาไม่คอยใครแม้สักคนเดียว เมื่อวานเป็นอดีต
พรุ่งนี้ยังยากที่จะอธิบาย วันนี้เป็นของขวัญ เราจึงเรียกว่า “Present

Credit : http://www.kwamru.com/

เมื่อการเรียนลูกมีปัญหา อย่าละเลยไม่สนใจ แก้ให้ถูกทางก่อนทุกอย่างเลยเถิด!!

คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักอยากให้ลูกเรียนดี หวังจะเห็นลูกน้อยประสบความสำเร็จทั้งด้านการเรียนและการงานในอนาคต หรืออย่างน้อยก็สามารถเอาตัวรอดได้ในสังคม จึงพบว่าหลายๆครอบครัวส่งลูกไปเรียนพิเศษตามสถาบันกวดวิชาต่างๆที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน ซึ่งเด็กหลายคนก็มีผลการเรียนดีขึ้นอย่างที่ผู้ปกครองคาดหวังไว้

แต่มีบ่อยครั้งที่พบว่าปัญหาด้านการเรียนของลูกไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเรียนพิเศษเพียงอย่างเดียว เพราะปัญหาอาจมาจากสาเหตุอื่นๆได้เช่นกัน ผู้ปกครองจึงควรสังเกตและเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของเด็กให้ได้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียน

1.ปัจจัยภายใน

ระดับความสามารถทางสติปัญญา หรือที่เรียกติดปากว่า IQ ใช้แบ่งความสามารถของเด็กเป็นระดับต่างๆ ตั้งแต่อัจฉริยะ ฉลาด ปรกติ ต่ำกว่าเกณฑ์ คาบเส้น ไปจนถึงปัญญาอ่อน ซึ่งระดับสติปัญญาจะบ่งบอกถึงความสามารถในการเรียนรู้ว่าดีเพียงใด และบอกความสามารถด้านต่างๆที่อาจมีมากน้อยแตกต่างกันไป ทำให้เห็นจุดแข็งหรือความสามารถที่เด็กถนัด และจุดอ่อนหรือความสามารถที่ยังต้องพัฒนาอีก

ด้านจิตใจและโรคทางจิตเวชเด็ก ได้แก่ โรคสมาธิสั้น (ADHD) ความบกพร่องด้านการเรียน (LD) โรคซึมเศร้า ปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น ก้าวร้าว เกเร ดื้อ ต่อต้าน ปัญหาการปรับตัว ความกระทบกระเทือนทางจิตใจ เด็กติดเกม -สุขภาพร่างกาย ปัญหาความเจ็บป่วยทางกาย มีโรคประจำตัว ปัญหาทางสายตา การได้ยิน ความผิดปรกติทางการเคลื่อนไหว

2.ปัจจัยภายนอก

การเลี้ยงดู การขาดอบอุ่น ไม่เคยถูกฝึกระเบียบวินัย การตามใจมากเกินไป ปัญหาด้านความรุนแรงในครอบครัว กระบวนการเรียนการสอน วิธีการสอนของครู ห้องเรียนมีเด็กจำนวนมากเกินไปจนครูดูแลได้ไม่ทั่วถึง รูปแบบการเรียนการสอนไม่น่าสนใจ การขาดสื่ออุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสม

เพื่อนและสัมพันธภาพ การเข้ากับครูหรือเพื่อนคนอื่นในห้องไม่ได้ การไม่มีเพื่อน การทะเลาะกัน การคบเพื่อนที่เกเร การถูกชักจูงไปในทางที่ผิด -สิ่งแวดล้อม สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม สิ่งรบกวนในห้องเรียน หรือการที่โรงเรียนอยู่ไกลทำให้เด็กต้องเหนื่อยในการเดินทาง โดยปรกติแล้วเรามักพบปัญหาต่างๆดังที่กล่าวมาหลังจากพบว่าลูกมีผลการเรียนไม่ดี หรือพบว่าบ่อยครั้งเป็นครูที่พบปัญหาแล้วแนะนำให้ผู้ปกครองพาไปพบแพทย์ ในความเป็นจริงแล้วผู้ปกครองสามารถแก้ปัญหาบางอย่างได้เองก่อน หากไม่สามารถจัดการได้จึงค่อยส่งมาพบแพทย์เพื่อประเมินและรักษาต่อไป

ผู้ใหญ่บ้านดีเด่นแห่งปี “ผู้ใหญ่หำ เฉลิมพล มาลาคำ” สร้างตลาดให้ชาวบ้านเช่าแผงเพียง 10 บาท

วันนี้เรามีเรื่องราวดีดี มาฝากเพื่อนๆ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งที่เขาสร้างตลาดได้เช่าขายของในราคาที่ถูกมาก เรียกได้ว่า เป็นผู้ใหญ่ดีเด่นแห่งปีจริงๆ

สำหรับ “อ้ายหำ เฉลิมพล มาลาคำ” เจ้าของฉายา “หมอลำอัจฉริยะ” พี่บอกเลยว่าในปัจจุบันนี้มีการทุ่มเทพัฒนาชุมชนของตัวเองอย่างต่อเนื่องจนได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ใหญ่บ้านดีเด่นประจำจังหวัดอุบลราชธานีไปแล้วซึ่งเมื่อเขาได้มีโอกาสได้เป็นผู้นำก็ได้ทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่บ้านท่าเจริญอำเภอวารินชำราบจังหวัดอุบลราชธานีมาเกือบ 2 ปีด้วย

โดยนายหน้าสูตรนี้ผู้ใหญ่หำก็ได้สร้างตลาดเฉลิมพลชุมชนท่าเจริญ 2559 บนเนื้อที่ที่มีอยู่ประมาณ 6 ไร่เพื่อให้ชาวบ้านในชุมชนที่ตัวเองปกครองนั้นหรือชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงมีช่องทางทำมาหากินเพื่อหาเลี้ยงรายได้ให้กับคนครอบครัวโดยไม่ต้องพลัดพรากจากถิ่นบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง

เส้นทางผู้ใหญ่หำก็ได้มีการเปิดเผยว่าโดยตลาดดังกล่าวนี้จะมีแผงขายของอยู่ที่ประมาณ 200 แผงโดยคิดค่าเช่าเพียงแค่แผงละ 10 บาทต่อวันเท่านั้นเพราะว่าไม่ได้ต้องการที่คิดจะค้ากำไรให้ร่ำรวยเหมือนกับเจ้าของตลาดที่อื่นๆแต่เพียงแค่ต้องการช่วยลูกบ้านในฐานะผู้นำชุมชนเท่านั้น

เดินตลาดนี้มีการเปิดมาตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้แล้วก็มีชาวบ้านหลายคนนั้นนำของมาขายอย่างสารพัดโดยเฉพาะอาหารพื้นเมืองหรือหาอาหารท้องถิ่นที่มีทั้งกบเขียดไข่มดแดง ปลาน้ำมูลและผลไม้ต่างๆที่หาได้จากตามทุ่งนาหรือตามฤดูกาลต่างๆซึ่งการทำแบบนี้ก็ตั้งใจให้ชาวนานั้นได้มีพื้นที่ทำมาหากินมีช่องทางทำมาหาเงินโดยไม่ต้องเดินทางจากบ้านไปไกลๆและในตอนนี้ก็มีคนบ้านอื่นแล้วมาขายกันแล้วด้วย

และในส่วนของความเคลื่อนไหวทางด้านผลงานเพลงนั้นก็ยังไม่มีแผนที่จะสร้างสรรค์ผลงานเพลงอีก เพราะต้องเอาเวลาทั้งหมดทุ่มเทไปกับการดูแลลูกบ้านของตัวเอง แต่ก็ยังมีงานเดินสายคอนเสิร์ตอยู่ในทุกๆ วัน ซึ่งตัวเขานั้นเป็นคนที่ทำอะไรแล้วจะต้องทำให้อย่างเต็มที่ โดยในตอนนี้ไม่มีเวลาทำงานก็ยังไม่ทำแต่ต้องดูแลรับใช้ลูกบ้านทุกวัน มีทั้งงานบุญงานศพซึ่งจะต้องให้ไปร่วมอยู่ตลอดเวลา

แต่ก็ยังมีคอนเสิร์ตอยู่ทุกวันเพลงใหม่ไม่มีก็จริง แต่ก็ยังมีแฟนเพลงที่ยังคอยติดตามผลงาน และชื่นชอบเพลงเก่าๆ อย่างเพลงรอเมียพี่เผลอซึ่งบอกเลยว่าต้องลองทุกวัน แฟนเพลงที่ยังไม่ตายส่วนใหญ่ก็จะเป็นรุ่นอายุ 30 ถึง 40 ขึ้นไป และเป็นกลุ่มที่มีกำลังทรัพย์ในการจ้าง และตัดสินใจจ้างได้นั่นเอง จึงทำให้เขายังมีรายได้จากงานเพลงตรงนี้อยู

โดยเฉลิมพลมาลาคำนั้นเป็นนักร้องและนักแต่งเพลงหมอลำที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมากอีกทั้งยังเป็นหัวหน้าคณะเฉลิมพลมาลาคำและเกิดในที่อำเภอกาบเชิงจังหวัดสุรินทร์ และได้เข้าสู่วงการจากการประกวดร้องเพลงของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดสุรินทร์

และมีการเริ่มบันทึกเสียงเพลงครั้งแรกตั้งแต่ปีพ.ศ 2528 จะเพลงสะอื้นอวยพรซึ่งเพลงนั้นถือว่าเป็นเพลงที่ดีแต่เพลงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดนั่นก็คือเพลงตามใจแม่จึงทำให้ลูกเพลงดนตรีแนวลูกทุ่งหมอลำนั้นได้รับความนิยมอย่างกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งยังมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยในปีพ.ศ 2554 ซึ่งทางเฉลิมพลก็ได้สมัครเป็น สมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนาเพื่อเตรียมการสมัครลงสสจังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาก็ได้ขอ 3 ตัวด้วยเหตุผลทางด้านครอบครัวในปัจจุบันนี้ตัวเขาได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่บ้านท่าเจริญ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และได้รับเลือกตั้งมาตั้งแต่ปีพ.ศ 2557 นับตั้งแต่นั้นมา

แหล่งที่มา: hunsa.siamtodaynews.com

มือใหม่หัดปลูก…ปลูกผักอะไรดี? แนวคิดเริ่มต้นดีๆ สำหรับมือใหม่

มือใหม่อยากปลูกผักอย่างเรา เราควรเลือกผักที่เราอยากทานและเหมาะกับการปลูกในพื้นที่เล็กๆ เช่น กระถางหรือกระบะ โดยมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ดังนี้

1.เลือกผักที่มีรากหยั่งลึกน้อยถึงปานกลาง เพราะว่าการปลูกผักในกระถางหรือกระบะ

1.1ผักหยั่งรากตื้น เช่น คะน้า กะหล่ำปลีผักกาดขาว ผักกาดเขียว ผักกาดหอมสะระแหน่ ผักชี ตั้งโอ๋ เป็นต้น

1.2ผักหยั่งรากกลาง ได้แก่ กะเพรามะเขือ โหระพา พริก มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว แตงกวา แมงลัก เป็นต้น

2.เลือกผักชนิดที่ปลูก 1 ครั้ง แต่เก็บเกี่ยวได้หลายครั้ง เช่น กะเพรา เป็นต้น เพราะเราจะมีผักกินได้เรื่อย ๆ (หากปลูกผักที่ตัดกินได้ครั้งเดียว ต้องรออีก 1-2 เดือน กว่าจะได้ปรุงอาหารอีกครั้ง)

3.ควรปลูกผักให้หลาย ๆ ชนิด เพราะร่างกายมนุษย์ต้องการสารอาหารที่หลากหลายปลูกผักอะไรดี

เรื่องน่ารู้ของนักปลูกมือใหม่

1.นักปลูกมือใหม่มักเจอปัญหาดินไม่ค่อยร้อน ซึ่งอาจเกิดจากดินชื้นเกินไป เพราะใส่น้ำมากเกินไป แต่ไม่ต้องกังวล ถ้าไม่ร้อนก็ให้ทิ้งไว้ อาจจะช้าหน่อย แต่ย่อยแน่นอน

2.กลิ่นเน่าที่เกิดจากการใส่เศษอาหารประเภทโปรตีนเยอะเกินไป วิธีแก้คือ ใส่น้ำตาลเพิ่มเข้าไป

3.เศษโฟม หลอดน้ำ สามารถผสมในดินได้ เพื่อให้ดินเกิดช่องว่าง ระบายน้ำได้ดีและอากาศสามารถเข้าไปในดินได้ เพราะอากาศเป็นตัวกระตุ้นออกซิเจนาให้รากพืชเกิดได้ดีขึ้น

4.วิธีกำจัดโรคพืชได้ดีที่สุดคือ เราต้องหมั่นสังเกต ถ้าเห็นสิ่งผิดปกติก็พลิกใบดูถ้าเป็นโรคก็เด็ดทิ้งทันที

5.ตาข่ายพรางแสง ให้เลือกที่พรางแสงได้ 60%

6.มือใหม่หัดปลูกควรปลูกแต่พอกินก่อน เมื่อชำนาญแล้วค่อยเพิ่มปริมาณ

7.เมื่อเก็บผักในกระถางหมด ให้เติมดินชุดใหม่ลงกระถางให้เต็มแล้วปลูกใหม่ได้เลยแต่อย่าปลูกผักชนิดเดิมต่อทันที เพราะสารอาหารที่พืชชนิดนั้นต้องการจะถูกดึงไปใช้หมดแล้วให้ปลูกพืชอื่น ๆ หมุนเวียนสัก 2-3 รอบ แล้วจึงค่อยกลับมาปลูกพืชชนิดเดิม

วิธีเก็บผักที่ถูกต้อง

หากเราเก็บผักทั้งต้น ผักที่ได้อาจเยอะเกินความต้องการ ดังนั้นเราควรใช้วิธีเก็บเป็นใบ ๆ เท่าที่ต้องการ โดยเริ่มต้นเด็ดจากใบล่างขึ้นสู่ด้านบน เพราะใบที่อยู่ด้านล่างจะแก่ ด้วยวิธีการนี้เราจะสามารถเก็บใบได้จนกว่าต้นจะออกดอก ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน

‘เด็ก ม.6’ ไอเดียดี เปลี่ยนใบสับปะรดไร้ค่า ให้มีราคาเพิ่มขึ้น 20 เท่า

คุณพลพงษ์ ตันติพิพัฒน์พงศ์ หรือ น้องมัช นักเรียนเกรด 12 จากโรงเรียนนานาชาติ NIST กรุงเทพฯ เป็นอีกคนหนึ่งที่เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติ จึงได้นำใบสับปะรดมาแปรรูปเป็นกระดาษจากใยสับปะรด ในโครงการ Ever leaves โดยนำมาใส่ไอเดียเก๋ไก๋ ผลิตเป็นกระเป๋าอเนกประสงค์ กระเป๋าใส่บัตร และที่พันหูฟัง ของใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคดิจิตอลได้อย่างดี

สินค้าที่แปรรูปมาจากใยสับปะรดนี้ นอกจากจะมีความทนทานแล้ว ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าของเกษตรกรให้มีราคาสูงมากกว่า 20 เท่า

คุณสมใจ บุญใส สมาชิกกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า เดิมทางกลุ่มนำกระดาษจากใยสับปะรดมาผลิตเป็นที่ใส่ไม้จิ้มฟัน กล่องกระดาษทิชชู และสินค้าอื่นๆ แต่ขายได้ในราคาไม่แพง ถ้าไม่แปรรูปแล้วกระดาษใยสับปะรดจะขายได้น้อย ไม่ได้ราคาดี ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่า ราคาสับปะรดเองก็ถูกมาก ยิ่งปี 2561 นี้ ราคาตกต่ำสุดในรอบ 11 ปี ทำให้เกษตรกรมีรายได้น้อยลง พอมีโครงการ Ever leaves ของน้องมัช มาช่วยให้คำแนะนำ เสนอเสริมไอเดียว่าควรจะนำกระดาษจากใยสับปะรดไปทำเป็นผลิตภัณฑ์แบบไหนที่ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้ได้ราคาสูงมากขึ้น และได้ขยายฐานกลุ่มลูกค้าไปยังกลุ่มอื่น ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

น้องมัชเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของโครงการ Ever leaves ว่ามีความสนใจและให้ความสำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด และเห็นว่าในแต่ละปีหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตของสับปะรด มีส่วนอื่นๆ ที่เหลือใช้ ซึ่งเกษตรกรนำไปขายเป็นปุ๋ยหรือเชื้อเพลิงในโรงงานปั่นไฟ ได้ราคาเพียง 50 บาท ต่อใบสับปะรด 100 กิโลกรัม ถือว่าเป็นเงินจำนวนที่น้อยมาก

อีกทั้งกลุ่มเกษตรกรบางกลุ่มที่นำใบสับปะรดมาแปรรูปเป็นกระดาษ ซึ่งใบสับปะรด 30 กิโลกรัม จะได้ใยสับปะรด 15 กิโลกรัม ผลิตกระดาษจากใยสับปะรดได้ 60 แผ่น ขายได้ในราคาแผ่นละ 10 บาท นอกจากนี้ เกษตรกรยังนำกระดาษจากใยสับปะรดมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้านอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก

ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

ด้วยความคิดที่ว่านี้ น้องมัชจึงได้ริเริ่มก่อตั้งโครงการ Ever leaves ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือแนะนำพี่ๆ ป้าๆ ลุงๆ เกษตรกรไร่สับปะรด ในการปรับปรุงพัฒนาการผลิตกระดาษจากใยสับปะรดให้มีคุณภาพที่ดี มีความคงทนสวยงามมากขึ้น และที่สำคัญคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย มีรูปแบบการใช้งานที่ตอบโจทย์ Lifestyle ของคนยุคดิจิตอลมากยิ่งขึ้น เช่น ทำเป็นกระเป๋าอเนกประสงค์ ใส่มือถือ เงิน หรือเครื่องเขียน กระเป๋าใส่บัตร และที่พันหูฟัง ซึ่งถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยขายได้มากกว่า 20 เท่าจากราคากระดาษจากใยสับปะรด

สินค้าที่ผลิตจากกระดาษใยสับปะรดของโครงการ Ever leaves ตอนนี้มีอยู่ 3 ชนิด คือ 1. กระเป๋าอเนกประสงค์ ใส่มือถือ เงิน หรือเครื่องเขียน ราคา 359 บาท 2. กระเป๋าใส่บัตร ราคา 259 บาท และ 3. ที่พันหูฟัง ราคา 159 บาท สินค้าทั้ง 3 ชนิด ได้เสริมวัสดุด้านใน ตัดเย็บอย่างดี มีความทนทาน กันน้ำ และผลิตจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผู้สนใจสามารถชมสินค้าเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่เว็บไซต์ https://www.everleaves.org

น้องมัชแจกแจงว่า จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ คือผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รูปแบบทันสมัยและตอบโจทย์การใช้งานกับเครื่องมืออุปกรณ์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป็นวัยรุ่นที่นิยมสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งานอุปกรณ์ที่ทันสมัย และกลุ่มนักท่องเที่ยว

สินค้าทั้ง 3 ชนิด มีจุดเด่นและได้รับความสนใจจากลูกค้าทั้งหมด เนื่องจากมีการทำวิจัยด้านการตลาดถึงลักษณะการใช้งานของกลุ่มลูกค้า ซึ่งถือว่าสามารถตอบโจทย์ได้อย่างน่าพอใจ

กับคำถามที่ว่าในท้องตลาดมีคู่แข่งหรือไม่ น้องมัชอธิบายว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบทันสมัยที่ทำจากกระดาษใยสับปะรด ยังไม่มีคู่แข่งรายอื่นทำ แต่จะมีสินค้าที่มีอรรถประโยชน์ในการใส่อุปกรณ์ต่างๆ เหมือนกันที่ทำจากวัสดุอื่น ซึ่งมีราคาแตกต่างกันไป

ในการแปรรูปใบสับปะรดเพื่อนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้ น้องมัชบอกว่า ใช้เงินลงทุนไปประมาณ 500,000 บาท ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการโปรโมตและขายสินค้า คาดว่าจะได้เงินทุนคืนใน 1-2 ปี แต่ก็มีปัญหาอุปสรรคบ้าง ในช่วงเริ่มการผลิต เนื่องจากจำนวนผลิตน้อย ทำให้ต้นทุนสูง และต้องทำการโปรโมตเพื่อให้เป็นที่รู้จัก

เตรียมขยายตลาดออนไลน์

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต หนุ่มน้อยรายนี้แจกแจงว่า จะพยายามเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้มีดีไซน์หลากหลายมากขึ้น พร้อมทั้งโปรโมตผ่านช่องทางอื่น เช่น เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม เพื่อสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคมากขึ้น

“ผมหวังว่าจะสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยให้กับผลิตภัณฑ์จากวัสดุพื้นบ้าน และสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน โดยปัจจุบันได้ให้ความช่วยเหลือและร่วมงานกับกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งถือเป็นเมืองหลวงของสับปะรด เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นพืชเศรษฐกิจส่งออกมากที่สุดในประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ผมยังคาดหวังว่า Ever leaves จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพสินค้าแปรรูปจากวัสดุธรรมชาติให้มีมูลค่าเพิ่มและมีความเป็นสากลมากขึ้น เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และสามารถต่อยอดถ่ายทอดความรู้ไปสู่การพัฒนาส่วนอื่นๆ ต่อไป” น้องมัช กล่าว

ผู้ประกอบการหน้าใหม่รายนี้ยังให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากเข้ามาทำธุรกิจดังกล่าวว่า การแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ควรมองหาวัสดุเหลือใช้ที่สามารถเปลี่ยนให้เป็นวัสดุที่มีความโดดเด่น อาจจะเป็นเรื่องความสวยงามของ texture หรือคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ความคงทน และที่สำคัญ ควรทำการทดลองผลิตว่าสามารถทำผลิตภัณฑ์ได้จริง ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

แหล่งที่มา : sentangsedtee

เฮยกใหญ่!! ของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการ แจกเพิ่มอีก 1,000 บาท

คณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จะได้รับความช่วยเหลือโดยตรงหลักๆ ดังนี้

1.ได้รับเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในช่วงปลายปีนี้ จำนวน 500 บาทต่อคน (ได้รับครั้งเดียว) นอกเหนือจากที่ได้รับประจำอยู่แล้วทุกเดือน

2.ได้รับเงินช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับสุขภาพ จำนวน 1,000 บาทต่อคน (ได้รับครั้งเดียว) นอกเหนือจากที่ได้รับประจำอยู่แล้วทุกเดือน

โดยกรมบัญชีกลางจะนำเงินจากกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ใส่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในช่องกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปที่มีรายได้น้อยกว่า 3.5 ล้านคน สามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการผ่านเครื่อง EDC แอปพลิเคชันถุงเงินประชารัฐ และถอนเงินสดจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติได้

นอกจากนี้ยังมาตรการช่วยเหลือค่าเช่าบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย เป็นจำนวน 400 บาทต่อคนต่อเดือน ระหว่างเดือนธันวาคม 2561 ถึงเดือนกันยายน 2562 โดยช่วยเหลือผู้ผ่านคุณสมบัติการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐและการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติมภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ระหว่างเดือนธันวาคม 2561 ถึงเดือนกันยายน 2562 และเช่าที่อยู่อาศัย โดยรวมถึงผู้สูงอายุที่ไม่มีที่อยู่อาศัยด้วย (ตามข้อมูลการลงทะเบียนของผู้มีรายได้น้อย) ซึ่ง ณ เดือนธันวาคม 2561 มีจำนวน 2.2 แสนคน และทยอยเพิ่มเป็น 2.3 แสนคน ณ เดือนกันยายน 2562

ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางจะนำเงินจากกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ใส่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในช่องกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้มีรายได้น้อยสามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการผ่านเครื่อง EDC แอปพลิเคชันถุงเงินประชารัฐ และถอนเงินสดจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติได้

ขอบคุณ กรมประชาสัมพันธ์เขต 7

ปรับเกณฑ์ “บัตรคนจน” เตรียมรับลงทะเบียนรอบ 2 ตอบโจทย์ 100% หลังตรวจพบคนรวยได้บัตร

หลังจากมีข่าวเรื่องคนรวยถือบัตรคนจน ล่าสุด คลังเตรียมประเมินผลบัตรคนจนใหม่ใน 17 ธ.ค. 61 นี้ พร้อมปรับเกณฑ์ลงทะเบียนรอบใหม่ เตรียมลงทะเบียนเป็นรายครอบครัว สะท้อนรายได้แท้จริง ต้องเป็นผู้ทีมีรายน้อยเท่านั้น

การลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบว่า มีผู้ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้น 11.4 ล้านคน และมีการเก็บตกในรอบ 2 สำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยติดเตียง เพิ่มอีก 3.1 ล้านคน รวมเป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ทั้งสิ้น 14.5 ล้านคน ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล

ซึ่งล่าสุด รัฐบาลได้ใส่เงินเข้าไปในบัตรรวมเกือบ 5 หมื่นล้านบาท นับจากเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560 อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 61 ที่ผ่านมา อนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้มีบัตรคนจนเพิ่มเติมอีก 4 มาตรการ ระหว่างเดือน ธ.ค. 2561 – ก.ย. 2562 โดยกรมบัญชีกลางจะเริ่มจ่ายเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. 61 นี้

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะประเมินผลการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในวันที่ 17 ธ.ค. 61 นี้ โดยเบื้องต้นพบว่า ใช้ได้ระดับหนึ่ง แต่ยังมีอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไขในบางจุด

เช่น การลงทะเบียนรายบุคคลอาจไม่ตอบโจทย์ 100% เพราะบางครอบครัวรวย แต่เมื่อลงทะเบียนรายบุคคล เป็นการตรวจสอบคุณสมบัติรายบุคคลแล้วจะผ่านคุณสมบัติ เพราะไม่มีรายได้ ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินอะไร จึงมีเหตุการณ์ว่า ทำไมรวยแล้วยังได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ดังนั้น ถ้าจะมีการลงทะเบียนรอบใหม่ในปี 2562 ต้องแก้ปัญหานี้ สิ่งที่ดู คือ ต้องเป็นการลงทะเบียนรายบุคคลและรายครอบครัวด้วย เพื่อจะทำให้เห็นว่า ครอบครัวไหนรายได้ดีหรือไม่ดี เพราะการช่วยเหลือบ้านเราอยู่กันเป็นครอบครัวอยู่แล้ว หากทำเช่นนั้น จะเข้าเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งจะสอดคล้องกับสิ่งที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ทำ คือ ลงทะเบียนเป็นครอบครัวเป็น GPS Map ในบ้าน ซึ่งมีรายได้น้อย แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์

“เรายังไม่ได้สรุปว่าจะใช้เกณฑ์ไหนเป็นตัววัดรายได้ครอบครัว เพียงแต่ได้บอกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ถึงจุดอ่อนของบัตรสวัสดิการรัฐที่ต้องแก้ไขว่า หากจะลงทะเบียนรอบใหม่แล้วจะต้องใช้แนวคิดนี้ เพราะเชื่อว่ารัฐบาลนี้คงไม่ทัน ต้องรอรัฐบาลใหม่ หากรัฐบาลใหม่เข้ามา แล้วเห็นผลดีจะเดินหน้าต่อ น่าจะทำตามเกณฑ์นี้ เพียงแต่ยังไม่สะเด็ดนํ้า ถ้าจะทำต้องลงรายละเอียดอีกทีว่า จะลงทะเบียนอย่างไร เกณฑ์วัดอะไรบ้าง”

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า สำหรับมาตรการเติมเงินบัตรสวัสดิการเพิ่มเติม 4 มาตรการ 2 กลุ่มนั้น เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ 2 มาตรการ คือ ช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวกับสุขภาพ

สำหรับผู้ที่มีอายุครบ 65 ปีขึ้นไป จะได้รับเงิน 1,000 บาทต่อคน เป็นการจ่ายครั้งเดียว แต่เฉพาะคนที่อายุครบ 65 ปี โดยจะเริ่มจ่ายวันที่ 21 ธ.ค. 61 นี้ ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนเพิ่มเติมจะเริ่มจ่ายวันที่ 5 ม.ค. – 1 ก.พ. 2562 ที่เหลือผู้ถือบัตรรายใด มีอายุครบ 65 ปี ในระหว่างเดือน ธ.ค. 2561 – ก.ย. 2562 จะได้รับเงินวันที่ 21 ของเดือนเกิด

และมาตรการช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินช่วยเหลือ 400 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 10 เดือน โดยจะโอนเงินให้ทุกวันที่ 12 ของเดือน เริ่มจ่ายครั้งแรกวันที่ 12 ธ.ค. 61 สำหรับคนที่อายุครบ 60 ปี และวันที่ 5 ม.ค. – 1 ก.พ. 2562 สำหรับผู้ลงทะเบียนเพิ่มเติม

หากผู้มีบัตรอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ระหว่างเดือน ธ.ค. 2561 – ก.ย. 2562 จะได้รับเงินในเดือนเกิดเป็นครั้งแรกจนสิ้นสุดมาตรการ ส่วนอีก 2 มาตรการไม่ได้กำหนดอายุ คือ สนับสนุนค่าใช้จ่ายช่วงปลายปี 500 บาทต่อคน จ่ายครั้งเดียวทั้ง 14.5 ล้านคน

โดยจะทยอยนำจ่ายเงินเข้ากระเป๋า e-Money ให้กับผู้มีบัตร 11.4 ล้านคน ในวันที่ 8-10 ธ.ค. 61 และจ่ายให้กับผู้ลงทะเบียนเพิ่มเติม 3.1 ล้านคน ในวันที่ 5 ม.ค. – 1 ก.พ. 2562

และมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่านํ้าประปา จะช่วยเหลือกรณีใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วยต่อครัวเรือน จะช่วยเหลือไม่เกิน 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน และค่านํ้าประปาไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน โดยจะจ่ายทุกวันที่ 18 ของเดือน เริ่มจ่ายเดือนแรกวันที่ 18 ก.พ. 61

แหล่งที่มา: tam-nam.com

แม้สิ้นใจแต่ไม่สิ้นบุญจริงๆ!! น้องบิววัย 14 บริจาคอวัยวะ ส่งต่อความหวังอีก 7 ชีวิต

วันนี้เรามีเรื่องราวน่าประทับใจ และซึ้งมากๆ มาฝาก เมื่อได้อ่านเรื่องราวนี้แล้ว จะทำให้รู้ว่าในสังคมไทยของเรายังไม่สิ้นคนดีจริงๆ ว่าแต่เรื่องราวที่ว่านั้น จะเป็นอย่างไร เรามาติดตามไปพร้อมกันเลย

ในโลกออนไลน์ได้มีแฟนเพจเฟซบุ๊กที่มีชื่อว่า ”เรารักแปดริ้ว” ซึ่งเป็นเรื่องราวของ “น้องบิว – ด.ช. สมเดช ฆ้องน้อย” หนุ่มน้อยวัย 14 ปี ที่ได้ประสบอุบัติเหตุ และบาดเจ็บสาหัสทั้งเสียชีวิตในเวลาต่อมา…

ซึ่งก่อนถอดเครื่องช่วยหายใจ คุณหมอก็ได้มีการถามแม่ว่าจะให้ลูกชายบริจาคอวัยวะหรือไม่? ซึ่งคุณแม่ก็ไม่เคยทราบมาก่อนว่าลูกชายได้ทำเรื่องการบริจาคอวัยวะของลูกชาย ผู้เป็นแม่จึงตัดสินใจ และทำให้คุณหมอนั้นสามารถนำอวัยวะของลูกชายไปช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อีกถึง 7 ราย

ในช่วงเวลาของการประสบอุบัติเหตุ นางยง ศิริสุข มารดาของน้องบิวก็ได้มีการเล่าว่าเมื่อ 17 มีนาคมที่ผ่านมานั้น คุณแม่ได้ขี่รถมอเตอร์ไซค์ตามหลังลูกชายเพื่อที่จะกลับบ้าน แต่ระหว่างที่กำลังขับผ่านทางสี่แยกก็มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งพุ่งมาชนเข้ากับมอเตอร์ไซค์ลูกของเธอต่อหน้าต่อตา จึงทำให้เธอนั้นตัดสินใจพาลูกชายไปรักษาที่โรงพยาบาลแปลงยาว ต่อมาก็มีอาการหนักมากจึงได้นำตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล พุทธโสธร

แต่ทว่าทางแพทย์ได้แจ้งว่าให้ทำใจ เนื่องจากน้องมีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงมีภาวะสมองบวมช้ำอีกทั้งมีเลือดออกภายในช่องท้องเป็นอย่างมาก ซึ่งจนกระทั่งวันที่ 24 มีนาคมทำแพทย์ก็ได้แจ้งว่า น้องสมองตายเป็นที่เรียบร้อยยังไม่ตอบสนองแต่อย่างใดแต่หัวใจยังเต้นอยู่ ถ้าหากถอนหายใจก็จะเสียชีวิตลงในทันที จึงอยากจะเชิญคุณแม่และพี่น้องตอบถามว่าอยากจะบริจาคอวัยวะให้กับศูนย์บริจาคสภากาชาดไทยหรือไม่

ซึ่งในตอนนั้นทางแม่เองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าลูกชายและได้มีการทำเรื่องบริจาคอวัยวะแต่อย่างใด และในตอนนั้นทางคุณแม่ก็ยินดี แล้วได้บอกกับญาติพี่น้องว่า น้องไม่เจ็บปวดหรอก น้องเสียชีวิตแล้ว แล้วถึงจะเอาร่างกายน้องไปเผาก็ยังไม่มีประโยชน์ใดๆ และไม่รู้ว่าชาติหน้าเราจะเกิดมาเป็นอะไร แต่ในชาตินี้ขอให้ลูกชายของเขาได้ทำบุญเป็นครั้งสุดท้ายก็พอ

โดยการช่วยเหลือคนอื่นที่เดือดร้อนได้ทุกข์มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นตับไตหัวใจหรือดวงตาทั้งสองข้างก็สามารถนำไปสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นได้เลยตัดสินใจให้อนุญาตเอาอวัยวะของลูกชายไปบริจาคได้ภายในวันนั้น และเมื่อทางคุณยายยินยอมคุณแม่ได้ไปบอกกับลูกว่า “ขออวัยวะของลูกนะ เอาไปบริจาคให้คนอื่นต่อ” ปรากฏว่าชีพจรของน้องก็ค่อยๆ อ่อนลงและสิ้นสุดลงในที่สุด จากไปอย่างสงบ

จากนั้นทางแพทย์โรงพยาบาลพุทธโสธรจึงรีบประสานไปยังโรงพยาบาลศิริราชให้ส่งเจ้าหน้าที่มาเก็บดวงตา หัวใจ ตับ และไตของน้อง เพื่อนำไปช่วยเหลือคนที่ยังรอเปลี่ยนถ่ายอวัยวะอยู่อีก 7 คน นับเป็นการต่อลมหายใจให้กับผู้อื่นซึ่งนับเป็นกุศลครั้งใหญ่

โดยในทางนี้ก็ยังมีการเปิดเผยว่าน้องบิวเป็นเด็กดี และชอบช่วยเหลือของคนอื่นอยู่ถ้ายังชอบช่วยงานบ้านอยู่เสมอและเสียใจเป็นอย่างมากที่ลูกจากไป แต่ว่าก็ยังดีใจที่สามารถทำบุญช่วยเหลือคนอื่นได้ถึง 7 ชีวิต

ทั้งนี้ตัวคุณแม่ของน้องบิว ยังได้อยากฝากถึงคนที่ได้รับบริจาคอวัยวะไปด้วยว่า…

ขอให้เก็บรักษาอวัยวะที่ปลูกถ่ายให้ดีๆ เพราะนี่คือสิ่งสุดท้ายที่น้องบิวได้มอบให้

แหล่งที่มา: hunsa.siamtodaynews.com

แนวคิดสอนลูก 12 ข้อ ที่ถูกแชร์ไปทั่วโลก ของภรรยาประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (เผิงลี่หยวน)

ภรรยาประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (เผิงลี่หยวน) ให้แนวคิดสอนลูก 12 ข้อ ที่ถูกแชร์ไปทั่วโลก (ประทับใจข้อ 7 มากที่สุด)

ภรรยาประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (เผิงลี่หยวน) ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องคะแนนสอบเอ็นทรานซ์ ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการศึกษาของประเทศจีน (ประทับใจข้อ 7 มากที่สุด) ……

คะแนนสอบของลูก ไม่ได้มีความสำคัญเทียบเท่ากับการสอนให้ลูกรู้จักสำนึกในบุญคุณ รู้จักเรียนรู้การดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ลูกจะมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทอง ผู้ปกครองจะมีวิธีอบรมปลูกฝังอย่างไร การที่จะให้ทรัพย์สินแก่ลูกหลาน ทำไมไม่คิดจะสร้างลูกให้กลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าเล่า นั่นคือการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคม

ดังนั้นการเก็บสะสมทรัพย์สินมหาศาลให้กับลูกหลานไม่สามารถเทียบเท่ากับการให้ข้อคิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตดังต่อไปนี้

  1. ลูกรัก…ลูกต้องเรียนรู้ที่จะทำอาหาร นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการดูแลปรนนิบัติคนอื่น แต่เมื่อคราที่คนที่รักลูกไม่ได้อยู่ข้างกายลูก ลูกก็จะสามารถดูแลตนเองได้ (อยู่รอดได้ด้วยตนเอง)
  2. ลูกรัก…ลูกจะต้องเรียนรู้ที่จะขับรถ นี่ไม่ได้เกี่ยวกับฐานะตำแหน่งหน้าที่ เพราะเช่นนี้แล้ว ลูกก็จะสามารถไปในทุกๆ ที่ลูกอยากไปทุกเวลา ไม่ต้องไปขอร้องใคร (มีอิสระเสรี)
  3. ลูกรัก…ลูกจะต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐาน นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการรับรองฐานะการศึกษา ในชีวิตคนเราจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยสัก 3-4 ปี ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่มีเงื่อนไข และเป็นชีวิตที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะให้มีสติปัญญา ความนึกคิดและการใช้เหตุผล (เมื่อเข้าไปสู่สังคมก็เสมือนเข้าไปสู่ชีวิตจริง)
  4. ลูกรัก…ลูกรู้หรือไม่ ฝากรอยเท้าไกลเท่าไหน จิตใจจะกว้างเท่านั้น เมื่อใจกว้างแล้ว ลูกจึงจะมีความสุข หากเดินไปได้ไม่ไกล ให้หนังสือช่วยพาลูกเดินไป (เปิดกว้างโลกทัศน์ของตนเองโดยอาศัยโลกแห่งความรู้)
  5. ลูกรัก…หากโลกนี้เหลือเพียงน้ำสองถ้วย ให้เก็บถ้วยหนึ่งเอาไว้ดื่ม ส่วนอีกถ้วยหนึ่งใช้ทำความสะอาดใบหน้าและชุดชั้นในของลูก (การเห็นคุณค่าของตัวเองไม่เกี่ยวกับความจนความรวย)
  6. ลูกรัก…หากฟ้าถล่มทลายลงมา ก็ไม่ต้องร้องไห้ และไม่ต้องบ่นว่าอะไร เพราะไม่อย่างนั้นจะทำให้คนที่รักลูกยิ่งเจ็บปวดใจ ส่วนคนที่เกลียดลูกจะยิ่งได้ใจ (ยอมรับชะตากรรมอย่างสงบ คนที่เรารักจะมีความสุข)
  7. ลูกรัก…ต่อให้ต้องกินข้าวคลุกซีอิ๊วขาว ก็ต้องปูผ้าปูโต๊ะที่สะอาด และนั่งลงไปอย่างสง่างาม ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างใส่ใจในคุณภาพ (มารยาทและสถานการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน)
  8. ลูกรัก…เมื่อไปยังสถานที่ไกลๆ จำไว้ว่านอกจากจะต้องนำกล้องถ่ายรูปไปแล้ว ก็ต้องนำปากกาและกระดาษไปด้วย วิวทิวทัศน์นั้นเหมือนกัน แต่อารมณ์ที่ดูวิวทิวทัศน์นั้นไม่สามารถกลับมาซ้ำเหมือนเดิมได้อีก สวี่เสียเค่อ (xu xia ke) นักภูมิศาสตร์ นักเดินทางชาวจีนที่เป็นสวี่เสียเค่อในวันนี้,มิใช่เพราะเดินทางมากที่สุด เขายิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงเพราะการบันทึกเรื่องราวและประสบการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่ได้จากการเดินทางที่ทิ้งไว้ให้กับชนรุ่นหลัง
  9. ลูกรัก…ลูกจะต้องมีพื้นที่เป็นของตนเอง ต่อให้มีแค่ 5 ตารางเมตรก็ตาม เพราะตอนที่ลูกทะเลาะกับคนรักและฉุนโกรธเดินออกมา ก็ไม่ถึงกลับร่อนเร่ไปตามถนน พบเจอกับคนไม่ดี สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือเมื่อตอนที่ลูกใจร้อน ก็จะมีสถานที่ที่ทำให้ลูกใจเย็นลงได้ ให้หัวใจของลูกได้พักไว้ในมุมนั้น (อุปนิสัยแบบอิสระ)
  10. ลูกรัก…เมื่อตอนยังเด็กจะต้องมีความรู้ เมื่อโตขึ้นจะต้องมีประสบการณ์ ลูกจึงจะมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ (อ่านประสบการณ์ของผู้อื่น และหาประสบการณ์ให้กับตนเอง)
  11. ลูกรัก…ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม ก็จงเป็นคนดีมีเมตตา โปรดจำไว้ว่า การมีจิตใจดี ก็จะทำให้ลูกเป็นผู้ที่ได้รับความคุ้มครองดูแลอย่างดีที่สุดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย (การคุ้มครองดูแลนี้ไม่ใช่ความร่ำรวยและอำนาจ ทำดีย่อมได้ดีตอบแทน)
  12. ลูกรัก…รอยยิ้ม ความสง่างาม ความมั่นใจ นั้นเป็นทรัพย์สิน

ขอบคุณแหล่งที่มา : fw line.

ด่วนมาก!! “ฟาร์มเฮ้าส์” เปิดรับสมัครพนักงานฝ่ายผลิต วุฒิ ป.6 รายได้ 400 – 650 บาท

บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่ดูแลในส่วนของการผลิตขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2525 วัตถุประสงค์เพื่อผลิตและจัดจำหน่ายขนมปังและเบเกอรี่ที่มีคุณภาพ ล่าสุดได้มีการประชาสัมพันธ์การเปิดรับสมัครพนักงานฝ่ายผลิตจำนวนมาก มีรายละเอียดในการเปิดรับสมัครและคุณสมบัติของผู้สมัครดังต่อไปนี้

บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน)

ฟาร์มเฮ้าส์เปิดรับสมัครพนักงานจำนวนมาก

1.พนักงานฝ่ายผลิต ชาย / หญิง วุฒิ ป.6 ขึ้นไป ด่วนมาก

2.พนักงานรายวันแม่บ้าน จำนวน 3 อัตรา วุฒิ ป.6 ขึ้นไป ด่วนมาก

3.พนักงานรายเดือน พนักงานธุรการ ชาย / หญิง วุฒิ ปวส. ขึ้นไป

4.เจ้าหน้าที่รายเดือน เจ้าหน้าที่การตลาด ชาย / หญิง วุฒิ ป.ตรี

5.ช่างไฟฟ้า ช่างเทคนิค ช่างซ่อมบำรุง ช่างปรับอากาศ ช่างทำความเย็น ช่างดูแลระบบบำบัด ชาย วุฒิ ปวส.

6.เจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิต เจ้าหน้าที่ควบคุมคุณภาพ QA ชาย / หญิง วุฒิ ป.ตรี

7.พนักงานขับรถส่งสินค้า ใบขับขี่ประเภท 2-4 จำนวนมาก วุฒิ ป.6 ขึ้นไป

หมายเหตุตำแหน่ง 1-2 ค่าแรง 325 บาท ต่อวัน เงินเดือนจ่ายวันที่ 15 และ สิ้นเดือน ตำแหน่ง 3 – 7 เงินเดือนตามโครงสร้าง เงินเดือนจ่ายวันที่ 25 ของเดือน ทุกตำแหน่งทดลองงาน 4 เดือน ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ สมัครได้ทุกวันจันทร์ – เสาร์ เวลาประมาณ 08.30 – 14.30 น. พนักงานรายวันเขียนใบสมัคร / ดูหน้างาน / ตรวจสุขภาพ / เปิดบัญชี

บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน)

-พนักงานฝ่ายผลิต ค่าจ้าง 325 บาทต่อวัน

-ค่าล่วงเวลา OT

-เบี้ยขยัน 600 – 1,200 บาทต่อเดือน

-ค่ากะ 40 – 70 บาทต่อวัน

-ค่าความรับผิดชอบ

-เบี้ยเลี้ยงพิเศษ 220 บาท ต่อวัน

-ค่าข้าว

-รถรับส่งพนักงาน

-โบนัสประจำปี

-เบี้ยขยันสะสมประจำปี 500 – 6,000 บาท

-กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

-ประกันอุบัติเหตุ ตรวจสุขภาพประจำปี

-ชุดยูนิฟอร์ม

ผู้ที่สนใจสมัครสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล 02-326-5400 ต่อ 145 , 266 หรือเบอร์ 081-847-9627 สถานที่ปฏิบัติงานพนักงานฝ่ายผลิตนิคมอุตสาหกรรมบางชัน และนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี จังหวัดกรุงเทพมหานคร ผู้ที่สนใจสมัครรบกวนติดต่อสอบถามก่อนเดินทางสมัครด้วยตนเอง

ขอบคุณข้อมูล หางาน นิคม-ลาดกระบัง และใกล้เคียง , cabletvnews